บริหารความเสี่ยงดี มีทางออกเสมอ: เคล็ดลับสร้างกลยุทธ์การถอนตัวที่เหนือชั้น

webmaster

리스크 관리와 출구 전략의 관계 - **Image Prompt 1: Proactive Risk Assessment**
    "A confident Thai entrepreneur, early 30s, female,...

หลายคนคงเคยสงสัยใช่ไหมคะว่า เวลาที่เราเริ่มต้นทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเล็กๆ หรือลงทุนอะไรใหม่ๆ เรามักจะคิดถึงแต่เรื่องผลตอบแทนและกำไรเป็นหลัก จนบางทีก็ลืมนึกถึง ‘ทางออก’ ของมันไปเสียสนิทเลย ทั้งที่ในโลกยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความผันผวนแบบนี้ การมองข้ามจุดนี้ไปอาจทำให้เราต้องเจอเรื่องน่าปวดหัวทีหลังได้ง่ายๆ นะคะแต่ในความเป็นจริงที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่แค่การป้องกันความเสียหายเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราสามารถ ‘เดินหน้า’ และ ‘ถอยได้’ อย่างชาญฉลาด และนั่นแหละค่ะ คือจุดที่ ‘กลยุทธ์การถอนตัว’ หรือ Exit Strategy เข้ามามีบทบาทสำคัญมากๆ เพราะบางทีเราก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะสำเร็จตามที่เราวางแผนไว้เสมอไปจากประสบการณ์ที่ฉันเองก็ได้เห็นมาเยอะ ทั้งจากคนรอบข้างและจากสิ่งที่ได้เรียนรู้มา แผนสำรองที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการขายกิจการ การเลิกกิจการ หรือการปรับเปลี่ยนทิศทาง จะเป็นเหมือนเข็มทิศนำทางให้เราไม่หลงทางในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ และยังช่วยลดความกดดัน ทำให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อถึงจุดที่ต้องเลือก ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใหญ่ๆ เท่านั้นนะคะ แม้แต่การลงทุนส่วนตัวเล็กๆ ของเรา การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการความเสี่ยงและกลยุทธ์การถอนตัวก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะมันช่วยให้เราปกป้องเงินทุนและโอกาสของเราได้อย่างยั่งยืนในระยะยาวอยากรู้แล้วใช่ไหมคะว่าสองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันยังไง และเราจะนำมาปรับใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไรบ้าง?

มาค่ะ ฉันจะพาไปเจาะลึกทุกประเด็นในบทความนี้เลย!

ทำไมเราถึงต้องคิดเรื่อง ‘ทางออก’ ตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่ม?

리스크 관리와 출구 전략의 관계 - **Image Prompt 1: Proactive Risk Assessment**
    "A confident Thai entrepreneur, early 30s, female,...

ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใหญ่ๆ หรือการลงทุนมหาศาลอย่างที่เราคิดเลยนะ

หลายคนอาจจะเคยคิดว่าเรื่อง Exit Strategy หรือกลยุทธ์การถอนตัวเนี่ย มันเป็นอะไรที่ไกลตัวเรามากๆ เป็นศัพท์แสงทางการเงินที่เหมาะกับนักธุรกิจใหญ่ๆ หรือพวกนักลงทุนระดับพันล้านเท่านั้นใช่ไหมคะ? บอกเลยว่าความคิดแบบนั้นมันคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงเยอะเลยค่ะ เพราะจริงๆ แล้ว ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวันของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดร้านขายของแฮนด์เมดออนไลน์เล็กๆ ที่บ้าน การรับงานฟรีแลนซ์เสริม หรือแม้แต่การตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมที่ดูไม่ซับซ้อนนัก การมีแนวคิดเรื่อง ‘ทางออก’ หรือ ‘แผนสำรอง’ อยู่ในใจตั้งแต่ก้าวแรกมันช่วยให้เราใช้ชีวิตและตัดสินใจอะไรได้อย่างสบายใจขึ้นเยอะมากๆ เลยนะ ลองนึกภาพดูสิคะ เวลาที่เราจะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด เรายังต้องคิดเผื่อไว้เลยว่าถ้าเกิดหลงทาง หรือเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันขึ้นมา เราจะหาที่พักฉุกเฉินได้จากที่ไหน หรือจะติดต่อขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง การคิดถึง ‘ทางออก’ ไว้ล่วงหน้าไม่ได้แปลว่าเราจะมองโลกในแง่ร้าย หรือคาดหวังแต่ความล้มเหลวหรอกนะคะ แต่มันคือการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่างหากล่ะคะ มันคือการสร้างความมั่นใจให้กับตัวเองว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังคงมีทางเลือกและมีแผนรองรับเสมอค่ะ

ป้องกันความเสียหาย ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปจนแก้ไขอะไรไม่ได้

จากประสบการณ์ตรงที่ฉันเองก็ได้เรียนรู้มาทั้งจากชีวิตตัวเองและจากสิ่งที่ได้เห็นจากคนรอบข้าง การที่เราไม่ยอมคิดถึง ‘ทางออก’ ไว้ก่อน มักจะนำไปสู่ความเสียหายที่หนักหนาสาหัสกว่าที่เราคิดไว้เยอะมากๆ เลยค่ะ บางคนอาจจะทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ เงินทองเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตลงไปกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนหมดหน้าตัก พอถึงวันที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือเจอสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่ทำให้ต้องสะดุด เราก็มักจะไปไม่เป็น ทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่พุ่งพล่านมากกว่าการใช้เหตุผล ซึ่งนั่นยิ่งจะทำให้สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว แย่ลงไปอีกจนยากที่จะแก้ไขได้เลยนะคะ เพราะฉะนั้น การมีแผนสำรอง หรือกลยุทธ์การถอนตัวที่ชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่ม มันเหมือนกับการมีเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งให้กับตัวเราและทรัพย์สินที่เรามีอยู่เลยค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเรามีขีดจำกัดที่ชัดเจนว่าถ้าขาดทุนถึงเท่านี้ ฉันจะถอนตัว หรือถ้าธุรกิจไม่สามารถไปถึงเป้าหมายที่กำหนดไว้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ฉันจะปรับเปลี่ยนแผนไปในทิศทางอื่น หรือยุติมันซะ การมีจุดยุติที่แน่นอนแบบนี้จะช่วยให้เราสามารถจำกัดความเสียหายให้อยู่ในวงที่เราควบคุมได้ และที่สำคัญคือมันช่วยรักษาทรัพยากรอันมีค่าของเราไม่ให้หมดไปกับการยื้อสิ่งที่ไม่มีทางเป็นไปได้ต่อไปอีกค่ะ

บริหารความเสี่ยง ไม่ใช่แค่ป้องกัน แต่คือการเติบโตอย่างชาญฉลาด

มองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในความไม่แน่นอนของโลกยุคใหม่

โลกทุกวันนี้หมุนไปเร็วมากจริงๆ นะคะ เต็มไปด้วยความผันผวนและปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เยอะแยะไปหมด จนบางทีเราก็รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังเลยค่ะ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ฉันเชื่อเสมอว่าในทุกๆ ความไม่แน่นอนนั้น มักจะมาพร้อมกับ ‘โอกาส’ ที่ซ่อนอยู่เสมอค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันได้หรือเปล่า การบริหารความเสี่ยงที่ดีเลยไม่ใช่แค่การมองหาภัยคุกคามหรือสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น แล้วพยายามหลีกเลี่ยงมันเพียงอย่างเดียวนะคะ แต่มันคือการที่เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าอะไรคือความเสี่ยงที่แท้จริง และอะไรคือโอกาสที่เราสามารถคว้าเอาไว้ได้ภายใต้สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงเหล่านั้น เหมือนเวลาที่เราจะลงทุนในตลาดหุ้นค่ะ เราไม่ได้แค่ดูว่าหุ้นตัวไหนมีความเสี่ยงสูงแล้วหนีไปเลย แต่เราต้องศึกษาข้อมูลให้ดี รู้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่อาจจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้น และจากข้อมูลเหล่านั้น เราจะเห็นได้ว่ามีหุ้นตัวไหนบ้างที่แม้จะมีความเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ก็มีศักยภาพในการเติบโตสูงลิบลิ่ว การบริหารความเสี่ยงแบบนี้จะทำให้เราเป็นนักลงทุนหรือนักธุรกิจที่รอบคอบและไม่ประมาท แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่พลาดโอกาสทองดีๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตเลยล่ะค่ะ

กล้าที่จะเสี่ยง…แต่ต้องเป็นความเสี่ยงที่มีขอบเขตและแผนรองรับ

ชีวิตคนเราก็ต้องมีการลองผิดลองถูกบ้างจริงไหมคะ? ถ้าเราไม่กล้าที่จะเสี่ยงอะไรเลย เราก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไปเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเรียน หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) ของตัวเองบ้าง มันก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตของเรานะ แต่การเสี่ยงที่ว่านี้ไม่ใช่การเสี่ยงแบบหลับหูหลับตา หรือทุ่มหมดหน้าตักไปโดยไม่มีการคิดหน้าคิดหลังนะคะ แต่มันคือการเสี่ยงอย่างมี ‘ขอบเขต’ และ ‘มีสติ’ ค่ะ ซึ่งนั่นแหละคือแก่นของการบริหารความเสี่ยงที่ดีเลยนะ ก่อนที่เราจะตัดสินใจทำอะไรที่ต้องใช้เงินทุนหรือแรงงานเยอะๆ หรือต้องใช้เวลาลงไปเยอะๆ ฉันจะถามตัวเองเสมอเลยว่า ‘ถ้าแย่ที่สุดแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น?’ และ ‘ฉันสามารถรับมือกับผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดนั้นได้ไหม?’ การถามคำถามเหล่านี้ซ้ำๆ มันช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมของสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เรารู้ว่าจุดที่เราสามารถยอมรับความเสียหายได้อยู่ตรงไหน ซึ่งตรงนี้แหละค่ะที่แผนกลยุทธ์การถอนตัวจะเข้ามาช่วยเติมเต็ม เพราะมันจะบอกเราอย่างชัดเจนว่าเมื่อไหร่ที่เราควรจะ ‘พอ’ เพื่อไม่ให้ความเสียหายมันบานปลายไปมากกว่านี้ การมีขีดจำกัดที่ชัดเจนทำให้เรากล้าที่จะก้าวออกจาก Safe Zone ของตัวเองมากขึ้น เพราะรู้ว่ามีแผนรองรับเสมอค่ะ

Advertisement

กลยุทธ์การถอนตัว: เพื่อนแท้ที่คอยเคียงข้างเราในยามวิกฤต

หลากหลายรูปแบบของ ‘ทางออก’ ที่เราควรรู้จักไว้

คำว่า ‘กลยุทธ์การถอนตัว’ หรือ Exit Strategy ไม่ได้หมายถึงแค่การ ‘ปิดกิจการ’ หรือ ‘ล้มเลิก’ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่มันมีความหมายที่กว้างและหลากหลายกว่านั้นมากเลยค่ะ จริงๆ แล้วมันมีหลายรูปแบบให้เราเลือกใช้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเป้าหมายของเรา ณ ตอนนั้นเลย อย่างแรกเลยก็คือ ‘การขายกิจการ’ ค่ะ ถ้าธุรกิจของเราไปได้ดี มีกำไร มีลูกค้าประจำ และเราอยากเกษียณตัวเอง หรืออยากจะผันตัวไปทำอย่างอื่น การขายกิจการให้คนอื่นที่สนใจและมีศักยภาพมาสานต่อก็ถือเป็นทางออกที่ดีและสร้างผลตอบแทนได้งามเลยนะ หรือในบางกรณีที่ธุรกิจไม่เป็นไปตามที่คิด การ ‘ยุติกิจการ’ เพื่อลดการขาดทุนและนำทรัพยากรที่เรามีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเงินทุน แรงงาน หรือเวลา ไปใช้ในทางอื่นที่อาจจะดีกว่าก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามค่ะ นอกจากนี้ยังมี ‘การปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ’ อย่างสิ้นเชิง เช่น จากร้านค้าออฟไลน์เป็นร้านค้าออนไลน์ หรือ ‘การรวมกิจการ’ กับคู่แข่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและลดการแข่งขัน ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การถอนตัวในแง่ของการเปลี่ยนผ่านสู่สิ่งที่ดีกว่าเช่นกันค่ะ การทำความเข้าใจรูปแบบต่างๆ เหล่านี้ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องยึดติดกับแค่การเดินหน้าต่อหรือล้มเลิกไปเลย แต่เราสามารถหาทางออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ได้จริงๆ และช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้นค่ะ

สัญญาณที่บอกเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มคิดถึงทางออก

ชีวิตจริงมันไม่เหมือนในนิยายหรือละครที่ทุกอย่างเป็นเส้นตรงและคาดเดาได้เสมอไปใช่ไหมคะ? บางครั้งมันก็มีสัญญาณบางอย่างที่ชัดเจน หรือบางทีก็เป็นแค่ความรู้สึกเล็กๆ ที่กระซิบเตือนเราว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเริ่มคิดถึง ‘ทางออก’ แล้วนะ สัญญาณเหล่านี้อาจจะมาในรูปแบบของตัวเลขทางการเงินที่เริ่มติดลบอย่างต่อเนื่องแบบที่แก้ไขไม่ได้ง่ายๆ หรือตลาดที่เราเคยอยู่ในเริ่มมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นมากจนเราไม่สามารถแข่งขันได้อีกต่อไป หรือแม้แต่ตัวเราเองที่เริ่มหมด Passion กับสิ่งที่ทำไปแล้ว ไม่มีความสุข ไม่มีความกระตือรือร้นเหมือนเมื่อก่อน การเพิกเฉยต่อสัญญาณเหล่านี้อาจจะทำให้เราต้องเจอกับปัญหาที่ใหญ่ขึ้นและแก้ไขยากขึ้นในอนาคตนะคะ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ผ่านมา ฉันเรียนรู้ว่าการเป็นคนช่างสังเกตและยอมรับความจริงอย่างมีสติเป็นสิ่งสำคัญมากค่ะ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกว่า ‘นี่มันไม่ใช่แล้ว’ หรือ ‘ทำไมมันถึงเหนื่อยและไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เราทุ่มเทลงไปเลย’ นั่นแหละค่ะเป็นสัญญาณเตือนที่ดีว่าเราควรจะมาทบทวนแผนกลยุทธ์การถอนตัวของเรา หรือเริ่มวางแผนไว้สำหรับอนาคตอันใกล้นี้แล้วล่ะค่ะ การยอมรับความจริงแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น เสียหายน้อยที่สุด และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างรวดเร็วค่ะ

ผสมผสานสองพลัง: สร้างภูมิคุ้มกันให้ทั้งธุรกิจและการใช้ชีวิต

เมื่อความเสี่ยงเจอกับทางออกที่ชาญฉลาด อะไรจะเกิดขึ้น?

ลองจินตนาการดูสิคะว่าถ้าเรามีทั้งการบริหารความเสี่ยงที่ดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับกลยุทธ์การถอนตัวที่แข็งแกร่ง มันจะทำให้ธุรกิจหรือแม้แต่การลงทุนส่วนตัวของเรามีภูมิคุ้มกันที่ดีขนาดไหน! สองสิ่งนี้ไม่ได้ทำงานแยกกันนะคะ แต่พวกมันเสริมซึ่งกันและกันอย่างสมบูรณ์แบบและทรงพลังมากๆ เลย การบริหารความเสี่ยงช่วยให้เรามองเห็น ‘อันตราย’ ที่อาจจะเกิดขึ้นล่วงหน้า และพยายามหาวิธีลดโอกาสหรือผลกระทบจากอันตรายนั้นๆ ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่กลยุทธ์การถอนตัวเข้ามาช่วยเติมเต็มในจุดที่การบริหารความเสี่ยงอาจจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% กล่าวคือ ถ้าแม้เราจะบริหารความเสี่ยงดีแค่ไหนแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ หรือเกิดเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมาย กลยุทธ์การถอนตัวจะเข้ามาเป็นแผน B, C หรือ D ที่ทำให้เราสามารถออกจากสถานการณ์นั้นๆ ได้อย่างสง่างามที่สุด ไม่ต้องเจ็บตัวมากจนเกินไป มันเหมือนกับการที่เรามีทั้งยาป้องกันโรค และยาแก้โรคในเวลาเดียวกันนั่นแหละค่ะ ทำให้เราสามารถลุยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ โดยรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราก็ยังคงมีทางเลือกเสมอ และไม่ถูกทิ้งให้อยู่กลางทางอย่างโดดเดี่ยวเลยค่ะ

จากตัวอย่างในชีวิตจริงที่ฉันได้เห็นมากับตา

จากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีอยู่ในแวดวงธุรกิจและได้เห็นการทำงานของทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุนมานาน ฉันเห็นตัวอย่างของการผสมผสานสองสิ่งนี้ได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ อย่างเช่น เพื่อนคนหนึ่งของฉันที่ทำธุรกิจร้านอาหารสไตล์คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่ง เขาลงทุนไปเยอะมากกับการตกแต่งร้านและอุปกรณ์ต่างๆ แต่เขาก็มีการบริหารความเสี่ยงด้วยการทำประกันภัยร้านค้าอย่างครอบคลุมมากๆ และมีการศึกษาคู่แข่งในตลาดอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อปรับเมนูและกลยุทธ์การตลาดอยู่เสมอ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมมากๆ คือ เขามี Exit Strategy ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น เขาตั้งเป้าไว้ว่าถ้าภายใน 3 ปี ยอดขายไม่ถึงจุดคุ้มทุนที่กำหนด หรือมีกำไรไม่สอดคล้องกับแผนธุรกิจที่วางไว้ เขาจะพิจารณาขายกิจการให้ผู้อื่น หรือปรับเปลี่ยนไปทำโมเดลธุรกิจอื่นที่เล็กลง ผลคือ พอถึงจุดที่กำหนด แม้ธุรกิจจะไปได้ไม่ตามเป้า เขาก็ไม่จมปลัก ไม่ดันทุรัง แต่สามารถตัดสินใจขายกิจการได้ในราคาที่ไม่ได้ขาดทุนมากนัก และนำเงินทุนที่เหลือไปลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เขาสนใจกว่าได้ทันที ซึ่งต่างจากอีกคนที่ไม่มีแผนเลย พอธุรกิจไปไม่รอด ก็ยื้อไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีทางออกสุดท้ายเงินทุนหมด และต้องแบกหนี้ก้อนโต นั่นแหละค่ะคือความแตกต่างอย่างชัดเจนของคนที่เตรียมพร้อมกับคนที่ไม่เตรียมพร้อม

Advertisement

วางแผนถอยอย่างไรให้ได้เปรียบ และลดผลกระทบได้มากที่สุด

ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่ใช้อารมณ์

การวางแผนถอนตัวให้ได้เปรียบนั้น ต้องเริ่มต้นจากการที่เรา ‘ประเมินสถานการณ์’ อย่างรอบด้านและเป็นกลางที่สุดเลยค่ะ ย้ำว่าห้ามเอาอารมณ์ความรู้สึก หรือความผูกพันส่วนตัวที่เรามีต่อธุรกิจหรือการลงทุนนั้นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเด็ดขาด เพราะนั่นอาจจะทำให้เรามองไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง หรือตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆ นะคะ ลองถามตัวเองด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมาว่าปัจจัยอะไรบ้างที่กำลังส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือการลงทุนของเรา ทั้งจากภายในและภายนอกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ คู่แข่งที่กำลังเติบโต เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาดิสรัปต์ หรือแม้แต่สุขภาพและความพร้อมของตัวเราเอง การทำ SWOT Analysis หรือการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้เรามองเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นค่ะ นอกจากนี้ การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางการเงินหรือที่ปรึกษาธุรกิจที่มีประสบการณ์ก็เป็นสิ่งที่ดีมากๆ นะคะ เพราะพวกเขาจะช่วยให้เรามองเห็นในมุมที่เราอาจจะมองไม่เห็น และให้คำแนะนำที่เป็นกลางและเป็นประโยชน์กับเราจริงๆ เพื่อให้เรามีข้อมูลที่เพียงพอและแม่นยำที่สุดในการตัดสินใจเลือก ‘ทางออก’ ที่ดีที่สุดสำหรับเราในเวลานั้นค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อเราได้ประเมินสถานการณ์และมีแนวทางคร่าวๆ ของกลยุทธ์การถอนตัวแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญไม่แพ้กันเลยก็คือการ ‘เตรียมตัว’ ให้พร้อมสำหรับทางออกที่เราเลือกค่ะ สมมติว่าเราตัดสินใจว่าจะขายกิจการ เราก็ต้องเริ่มเตรียมเอกสารทางการเงินให้เรียบร้อย ทำบัญชีให้โปร่งใส ทำให้ธุรกิจดูน่าสนใจสำหรับผู้ซื้อที่มีศักยภาพมากที่สุด หรือถ้าเราตัดสินใจว่าจะยุติกิจการ เราก็ต้องคิดถึงขั้นตอนการเลิกจ้างพนักงาน การจัดการหนี้สินและเจ้าหนี้ การขายทรัพย์สิน และการแจ้งหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบต่างๆ ค่ะ การเตรียมพร้อมเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เรื่องเอกสารหรือกฎหมายเท่านั้นนะคะ แต่ยังรวมถึงการเตรียมตัวด้านจิตใจของเราด้วย เพราะการต้องยุติสิ่งที่เรารักหรือทุ่มเทไปทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะ มันอาจจะรู้สึกเหมือนการสูญเสียครั้งใหญ่ การมีเพื่อน ครอบครัว หรือที่ปรึกษาที่เข้าใจคอยสนับสนุนในช่วงเวลานี้จะช่วยให้เราผ่านมันไปได้ง่ายขึ้นเยอะเลยนะ จำไว้ว่าการเตรียมพร้อมที่ดีคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เราออกจากสถานการณ์ยากลำบากได้อย่างราบรื่นที่สุด และมีผลเสียเกิดขึ้นกับเราน้อยที่สุดค่ะ

จากประสบการณ์ตรง: เมื่อฉันต้องตัดสินใจก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซนที่คุ้นเคย

리스크 관리와 출구 전략의 관계 - **Image Prompt 2: Graceful Transition and New Beginnings**
    "A person, early 30s, gender-neutral,...

บทเรียนราคาแพงจากความผิดพลาดที่เคยเจ็บมากับตัวเอง

อยากจะแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวตรงๆ เลยค่ะว่าเมื่อก่อนฉันก็เป็นคนหนึ่งที่กลัวการยอมรับความล้มเหลวมากๆ เลย พยายามยื้อสิ่งที่คิดว่าใช่ แม้ว่าสัญญาณต่างๆ จะบอกว่ามันไม่ใช่แล้วก็ตาม ตอนนั้นฉันเคยลงทุนในธุรกิจหนึ่งที่ดูเหมือนจะมีอนาคตสดใสมากๆ ในช่วงแรกๆ ทุกคนก็เชียร์ให้ทำ แต่พอผ่านไปสักพัก สภาพตลาดก็เปลี่ยนไปเร็วมาก คู่แข่งก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ แถมเทคโนโลยีก็เข้ามาดิสรัปต์จนโมเดลธุรกิจเดิมๆ เริ่มใช้ไม่ได้ผลแล้ว ตอนนั้นฉันก็ยังคงพยายามที่จะปรับตัว สู้ต่อไป ดิ้นรนทุกวิถีทาง ทั้งที่ในใจก็รู้สึกเหนื่อยล้าและเริ่มเห็นตัวเลขการขาดทุนที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนๆ มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากเลยค่ะ เพราะเราทุ่มเทลงไปเยอะมากทั้งเงินและเวลา ทั้งความหวังและความฝัน จนไม่อยากจะยอมรับว่ามันอาจจะต้องจบลง พอถึงจุดที่เงินทุนเริ่มร่อยหรอและฉันก็แทบจะหมดแรง ฉันถึงได้สติว่าถ้ายังดื้อต่อไปคงจะแย่กว่านี้แน่ๆ นั่นเป็นบทเรียนราคาแพงที่สอนให้ฉันรู้ว่า การยอมรับความจริงแต่เนิ่นๆ และมี ‘แผนถอย’ อยู่ในใจตั้งแต่แรกมันสำคัญขนาดไหน เพราะถ้าตอนนั้นฉันมีกลยุทธ์การถอนตัวที่ชัดเจนและกล้าที่จะใช้มัน ฉันคงไม่ต้องเจ็บหนักขนาดนั้นค่ะ

กล้าตัดสินใจเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างมีพลังและอิสระ

หลังจากบทเรียนครั้งนั้น ฉันก็ได้เรียนรู้ว่าการตัดสินใจที่ยากลำบากบางครั้งก็เป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ เพื่อตัวเราเองและเพื่อโอกาสในอนาคตค่ะ การกล้าที่จะ ‘ปล่อยวาง’ และ ‘ก้าวออกจากสิ่งที่ยึดติด’ ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวนะคะ แต่มันคือการที่เรากล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับตัวเองค่ะ หลังจากที่ฉันตัดสินใจยุติธุรกิจนั้นไปได้ไม่นาน ฉันก็รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกเลยค่ะ มีเวลาและพลังงานเหลือเฟือที่จะมาทบทวนตัวเอง และเริ่มศึกษาหาโอกาสใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพตลาดและ Passion ของตัวเองมากกว่า ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่ฉันทำอยู่ทุกวันนี้เลยค่ะ การมี Exit Strategy ที่ชัดเจนไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสียหายทางการเงินเท่านั้น แต่ยังช่วยปลดปล่อยเราจากความเครียดและความกดดันมหาศาล ทำให้เราสามารถมูฟออนและเริ่มต้นใหม่ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ ฉันเชื่อว่าทุกคนก็สามารถทำได้ ขอแค่เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความจริงและวางแผนอย่างรอบคอบ ไม่ว่าจะเจอกับสถานการณ์แบบไหนเราก็จะผ่านมันไปได้อย่างแน่นอนค่ะ

Advertisement

มองไปข้างหน้า: สร้างความยืดหยุ่นเพื่ออนาคตที่สดใสและไร้กังวล

ปรับเปลี่ยนแผนได้เสมอ ไม่มีอะไรตายตัวในโลกยุคนี้

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ การยึดติดกับแผนการใดแผนการหนึ่งอย่างตายตัวไม่ใช่เรื่องดีเลยนะคะ สิ่งสำคัญคือเราต้องมีความ ‘ยืดหยุ่น’ ค่ะ แผนการบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การถอนตัวของเราก็เช่นกัน ไม่ใช่ว่าวางแผนไว้แล้วจะใช้ได้ตลอดไป แต่เราต้องมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนแผนอยู่เสมอให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ลองคิดดูสิคะว่าเมื่อก่อนเราอาจจะคิดว่าธุรกิจนี้จะไปได้ดี แต่พอมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา หรือเกิดโรคระบาดที่ไม่คาดฝัน ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าเราไม่ยอมปรับเปลี่ยนแผน หรือไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ เราก็อาจจะล้าหลังและถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้เลยนะ เพราะฉะนั้น การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การติดตามข่าวสารสถานการณ์รอบตัวอย่างสม่ำเสมอ และการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้แผนของเรายังคงมีประสิทธิภาพและใช้ได้จริงอยู่เสมอค่ะ อย่ากลัวที่จะปรับเปลี่ยน เพราะมันคือสัญญาณของความฉลาดและชาญฉลาดในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจของเราค่ะ ยิ่งเรายืดหยุ่นมากเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะอยู่รอดและประสบความสำเร็จก็ยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้นค่ะ

ไม่ใช่แค่สิ้นสุด แต่คือการเริ่มต้นใหม่ที่ดีกว่าเสมอ

สุดท้ายนี้ ฉันอยากให้ทุกคนมองว่าการมีกลยุทธ์การถอนตัว หรือ Exit Strategy เนี่ย มันไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้ หรือการสิ้นสุดสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรอกนะคะ แต่มันคือการ ‘เริ่มต้นใหม่’ ที่ดีกว่าต่างหากค่ะ ทุกครั้งที่เราต้องตัดสินใจถอนตัวจากสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ การลงทุน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ มันมักจะนำพาเราไปสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่าเสมอ เหมือนเวลาที่เราปิดประตูบานหนึ่ง ก็จะมีประตูอีกบานหนึ่งเปิดรอเราอยู่เสมอ เพียงแค่เราต้องกล้าที่จะมองหาและก้าวออกไปอย่างมั่นใจ การมีความพร้อมทั้งในการบริหารความเสี่ยงและการมีแผนถอนตัวที่ชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องเสียดายกับสิ่งที่ผ่านมา เพราะเรารู้ว่าเราได้ทำอย่างเต็มที่ที่สุดแล้ว และสามารถก้าวเดินต่อไปในเส้นทางชีวิตและธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งและมีพลังค่ะ ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จในการวางแผนชีวิตและการลงทุนนะคะ แล้วเจอกันใหม่บทความหน้าค่ะ!

หัวข้อ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) กลยุทธ์การถอนตัว (Exit Strategy)
วัตถุประสงค์หลัก ลดโอกาสและผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ โดยเน้นการป้องกันและควบคุมสถานการณ์ กำหนดทางออกที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ เมื่อธุรกิจหรือการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพื่อจำกัดความเสียหาย
ช่วงเวลาที่ใช้ ดำเนินไปตลอดวงจรของโครงการ ธุรกิจ หรือการลงทุน ตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดอย่างต่อเนื่อง วางแผนตั้งแต่แรกเริ่ม แต่จะนำมาใช้เมื่อถึงจุดที่กำหนดไว้ หรือเมื่อมีสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจน
ลักษณะการทำงาน เน้นการระบุ การประเมิน การป้องกัน ลิดรอนผลกระทบ และควบคุมสถานการณ์ที่ไม่ดีให้เหลือน้อยที่สุด เป็นการจบหรือเปลี่ยนผ่านเพื่อจำกัดความเสียหาย รักษาคุณค่าที่เหลืออยู่ และเปิดทางสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคต
ผลลัพธ์ที่คาดหวัง ความมั่นคง ปลอดภัย ลดความสูญเสีย เพิ่มโอกาสความสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงาน ความสามารถในการปิดฉากอย่างมีระเบียบ การรักษาเงินทุนที่เหลือ และการสร้างโอกาสในการเริ่มต้นสิ่งใหม่ที่ดีกว่า
สิ่งที่ต้องพิจารณา ปัจจัยภายใน/ภายนอก, ความน่าจะเป็น, ผลกระทบ, วิธีการป้องกันและแก้ไข, งบประมาณ เป้าหมายการถอนตัว, เงื่อนไขที่กระตุ้นให้ถอน, รูปแบบการถอน (ขาย, ยุติ, เปลี่ยน) และผลกระทบต่อทุกฝ่าย

글을 마치며

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หวังว่าบทความนี้จะทำให้หลายๆ คนได้เปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่อง ‘ทางออก’ หรือ Exit Strategy กันมากขึ้นนะคะ ฉันอยากจะย้ำอีกครั้งว่าการคิดถึงแผนสำรองหรือทางออกไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายเลยค่ะ แต่มันคือการที่เรามีความรอบคอบ และรักตัวเองมากพอที่จะเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ การลงทุน หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน การมีแผนเหล่านี้อยู่กับตัวจะช่วยให้เราก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ มีพลัง และที่สำคัญคือ มีความยืดหยุ่นมากพอที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อคว้าโอกาสใหม่ๆ ได้เสมอค่ะ

Advertisement

알아두면 쓸모 있는 정보

1. เริ่มวางแผนแต่เนิ่นๆ อย่ารอให้ปัญหาเกิดก่อน

หลายคนมักจะรอให้สถานการณ์แย่ลง หรือถึงทางตันก่อนถึงจะเริ่มคิดหาทางออก ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เราเสียเปรียบและมีทางเลือกน้อยลงมากๆ เลยนะคะ ลองคิดถึงแผน Exit Strategy ของเราไว้ตั้งแต่เริ่มทำอะไรใหม่ๆ จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้นเสมอค่ะ

2. แยกอารมณ์ออกจากเหตุผลเมื่อประเมินสถานการณ์

เป็นเรื่องยากที่จะไม่ใช้อารมณ์กับสิ่งที่เราทุ่มเทและรัก แต่การตัดสินใจเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะในยามวิกฤต ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและเหตุผลที่เป็นกลางที่สุด ลองปรึกษาคนที่ไว้ใจได้ หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอความคิดเห็นเพิ่มเติมนะคะ

3. กระจายความเสี่ยง อย่าทุ่มหมดหน้าตัก

หลักการง่ายๆ ในการบริหารความเสี่ยงคือ อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวค่ะ ไม่ว่าจะลงทุนหรือทำอะไรก็ตาม การกระจายความเสี่ยงจะช่วยลดผลกระทบหากมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้

4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบ้างก็ดีนะ

บางครั้งเราก็มองไม่เห็นในมุมที่คนอื่นเห็นได้ การขอคำปรึกษาจากนักกฎหมาย ที่ปรึกษาทางการเงิน หรือผู้ที่มีประสบการณ์ จะช่วยให้เราได้ข้อมูลและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์มากๆ ในการตัดสินใจสำคัญๆ เลยค่ะ

5. แผนทุกอย่างปรับเปลี่ยนได้เสมอ

โลกเราไม่เคยหยุดนิ่ง แผนการของเราก็เช่นกันค่ะ ควรมีการทบทวนและปรับเปลี่ยนแผนการบริหารความเสี่ยงและ Exit Strategy ของเราอยู่เสมอให้เข้ากับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนะคะ ยิ่งยืดหยุ่นมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งอยู่รอดได้มากเท่านั้นค่ะ

중요 사항 정리

สิ่งที่เราได้เรียนรู้ร่วมกันในวันนี้คือ การบริหารความเสี่ยงและกลยุทธ์การถอนตัวนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของนักธุรกิจหรือนักลงทุนระดับใหญ่ๆ เท่านั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ต้องการสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคงให้กับชีวิตค่ะ การมีสองสิ่งนี้เปรียบเสมือนการมีเกราะป้องกันที่แข็งแกร่ง ทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน กล้าที่จะลองทำสิ่งใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก เราก็ยังคงมีทางออกที่ชาญฉลาด เพื่อรักษาคุณค่าที่เรามี และพร้อมที่จะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสง่างามเสมอค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: กลยุทธ์การถอนตัว (Exit Strategy) คืออะไรกันแน่คะ แล้วมันสำคัญยังไงกับคนไทยอย่างเราที่ทำธุรกิจขนาดเล็กหรือลงทุนส่วนตัว?

ตอบ: แหม…คำถามนี้โดนใจฉันมากๆ เลยค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่า Exit Strategy เป็นเรื่องของธุรกิจใหญ่ๆ หรือบริษัทข้ามชาติ แต่จริงๆ แล้วไม่เลยค่ะ สำหรับคนไทยอย่างเรา โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs หรือนักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ ท่านๆ กลยุทธ์การถอนตัวนี่แหละค่ะคือ ‘แผนสำรอง’ ที่เราต้องมีติดตัวไว้เลย อธิบายง่ายๆ นะคะ มันคือ ‘ทางออก’ ที่เราวางแผนไว้ล่วงหน้าว่าถ้าสถานการณ์ไม่เป็นไปตามที่หวัง ไม่ว่าจะเป็นกำไรไม่เข้าเป้า คู่แข่งเยอะเกิน หรือมีปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้ธุรกิจหรือการลงทุนของเราไปต่อไม่ได้ เราจะทำยังไงต่อไปดี จะขายกิจการทิ้ง จะยุบกิจการ หรือจะปรับเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นที่แตกต่างไปเลย มันเหมือนเรากำลังขับรถไปข้างหน้า แล้วคิดเผื่อไว้แล้วว่าถ้าถนนข้างหน้าขาด เราจะเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาดีน่ะค่ะจากประสบการณ์ที่ฉันได้คลุกคลีกับนักลงทุนและเจ้าของกิจการมาเยอะ ฉันเห็นมาแล้วว่าคนที่ไม่มี Exit Strategy มักจะตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอปัญหา บางคนยื้อธุรกิจที่ขาดทุนไปเรื่อยๆ จนเงินหมดตัว บางคนติดดอยหุ้นที่ไม่มีอนาคตเพราะไม่กล้าตัดขาดทุน ทำให้เสียโอกาสในการนำเงินไปลงทุนอย่างอื่นที่มีศักยภาพมากกว่า ถ้าเรามีแผนถอนตัวที่ชัดเจน เราจะรู้ลิมิตของตัวเองค่ะ รู้ว่าเมื่อไหร่ควรพอ เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งนี่ไม่ใช่การยอมแพ้นะคะ แต่มันคือการ ‘บริหารความเสี่ยง’ อย่างชาญฉลาด ทำให้เราสามารถปกป้องเงินทุนและพลังงานของเราไว้ได้ แถมยังเปิดโอกาสให้เราเริ่มต้นใหม่ได้เร็วกว่าคนอื่นด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่เราเปิดแถวบ้าน หรือการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ การมีแผนสำรองไว้เสมอ จะทำให้คุณรู้สึกมั่นคงและนอนหลับฝันดีกว่าเยอะเลยค่ะ

ถาม: แล้วเราจะนำหลักการบริหารความเสี่ยงกับกลยุทธ์การถอนตัวมาปรับใช้กับการลงทุนส่วนตัว หรือธุรกิจออนไลน์เล็กๆ ของเราได้ยังไงบ้างคะ? อยากได้แบบที่ใช้ได้จริง ไม่ซับซ้อนค่ะ

ตอบ: โอ๊ย…อันนี้แหละค่ะคือหัวใจของเรื่องทั้งหมดเลย! ฉันเข้าใจดีค่ะว่าหลายคนอยากได้อะไรที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่ทฤษฎีจ๋าๆ จากประสบการณ์ตรงของฉันและสิ่งที่ฉันได้ลองผิดลองถูกมาเยอะ ฉันขอแนะนำแบบนี้ค่ะกำหนดจุดรับและจุดถอยให้ชัดเจน (Stop Loss & Take Profit): สำหรับการลงทุนส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นหุ้น คริปโต หรือแม้แต่ทองคำ สิ่งแรกที่เราต้องทำคือการ ‘กำหนดจุดตัดขาดทุน (Stop Loss)’ และ ‘จุดทำกำไร (Take Profit)’ ให้ชัดเจนตั้งแต่แรกค่ะ เช่น ถ้าคุณซื้อหุ้น A ที่ราคา 10 บาท คุณต้องคิดไว้เลยว่าถ้ามันลงไปที่ 9 บาท คุณจะขายทิ้งทันทีเพื่อจำกัดความเสียหาย หรือถ้ามันขึ้นไปที่ 12 บาท คุณจะขายเพื่อทำกำไรเลย ไม่ต้องโลภรอให้มันขึ้นไปมากกว่านี้ การมีวินัยทำตามแผนนี้สำคัญมากๆ เลยนะคะ เพราะมันช่วยให้เราไม่ติดกับอารมณ์ตอนที่ตลาดผันผวน ส่วนธุรกิจออนไลน์เล็กๆ เช่น ร้านเสื้อผ้าออนไลน์ หรือร้านพรีออเดอร์ ก็เหมือนกันค่ะ ตั้งเป้าไว้เลยว่าถ้าใน 3 เดือนยอดขายไม่ถึงเท่านี้ หรือค่าโฆษณาแพงเกินไปจนไม่คุ้ม คุณจะปรับแผนยังไง จะเปลี่ยนสินค้า หรือจะหยุดพักก่อนกระจายความเสี่ยง (Diversification): อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียวค่ะ!
นี่เป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น เราก็ไม่ควรซื้อหุ้นแค่ตัวเดียว ควรแบ่งเงินลงทุนในหลายๆ อุตสาหกรรม หรือหลายๆ ประเภทสินทรัพย์ ส่วนธุรกิจออนไลน์ ถ้าเรามีแค่ช่องทางขายเดียว เช่น ขายในเฟซบุ๊กอย่างเดียว ลองมองหาช่องทางอื่นเพิ่ม เช่น TikTok, LINE Shopping หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเจ้าใหญ่ๆ การมีช่องทางที่หลากหลายช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะเลยค่ะ ถ้าช่องทางหนึ่งมีปัญหา อย่างน้อยเราก็ยังมีอีกช่องทางที่ไปต่อได้มีเงินสำรองฉุกเฉินเสมอ (Emergency Fund): นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ!
ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจหรือลงทุนอะไรก็ตาม คุณควรมีเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายส่วนตัวอย่างน้อย 3-6 เดือนเก็บไว้ต่างหาก ไม่ไปยุ่งกับเงินทุนธุรกิจหรือเงินลงทุนเด็ดขาดค่ะ เพราะถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา เช่น ธุรกิจสะดุดหนักๆ หรือตลาดหุ้นร่วงหนัก คุณจะได้ไม่ต้องรีบขายทรัพย์สินหรือธุรกิจออกไปในราคาที่ขาดทุนเพียงเพราะคุณต้องการเงินสดค่ะ มันช่วยให้คุณมีเวลาตัดสินใจอย่างรอบคอบและไม่กดดันจนเกินไปค่ะนี่แหละค่ะคือหลักการง่ายๆ ที่ฉันใช้และได้ผลมาตลอด ลองเอาไปปรับใช้ดูนะคะ แล้วคุณจะรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในการเดินหน้าทำสิ่งต่างๆ มากขึ้นแน่นอน!

ถาม: คนไทยส่วนใหญ่มีข้อผิดพลาดอะไรบ้างคะเวลาวางแผนกลยุทธ์การถอนตัว แล้วเราจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้อย่างไร?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากเลยค่ะ! จากที่ฉันสังเกตและพูดคุยกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่ทำธุรกิจและลงทุนในบ้านเรา ฉันเห็นข้อผิดพลาดบางอย่างที่เกิดขึ้นบ่อยๆ เลยค่ะ ลองมาดูกันว่ามีอะไรบ้าง แล้วเราจะหลีกเลี่ยงยังไงดีนะคะผิดพลาดที่ 1: “กลัวที่จะเริ่มต้นคิดถึงการถอนตัว” หลายคนเชื่อว่าถ้าคิดถึง Exit Strategy ตั้งแต่แรก มันจะดูเหมือนเราแช่งตัวเอง หรือเหมือนไม่เชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ซึ่งอันนี้เป็นความคิดที่ไม่ถูกเลยค่ะ!
การวางแผนถอนตัวล่วงหน้าไม่ใช่การแช่ง แต่มันคือ ‘การเตรียมพร้อม’ ที่ชาญฉลาดที่สุด เหมือนเราซื้อประกันน่ะค่ะ ไม่ใช่ว่าอยากให้เกิดอุบัติเหตุ แต่เราซื้อไว้เผื่อว่ามันจะเกิดขึ้นจริง การไม่คิดถึงทางออกเลยจะทำให้เราตกใจและตัดสินใจผิดพลาดเมื่อเจอปัญหาจริงๆ ค่ะ
วิธีหลีกเลี่ยง: เปลี่ยนมุมมองค่ะ คิดซะว่ามันคือ ‘แผน B’ ที่จะช่วยปกป้องเราในวันที่ฟ้าไม่เป็นใจ ลองนั่งลงแล้วคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลว่า “ถ้าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนในอีก 1 ปีข้างหน้า ฉันจะทำยังไง?” แค่ลองคิดดูก็ช่วยได้เยอะแล้วค่ะผิดพลาดที่ 2: “ประเมินมูลค่าธุรกิจหรือทรัพย์สินของตัวเองสูงเกินจริง” อันนี้เจอบ่อยมากๆ โดยเฉพาะกับธุรกิจขนาดเล็กที่เจ้าของรักและผูกพันมากๆ หรือกับคอนโดมิเนียมที่ซื้อมาตกแต่งอย่างสวยงาม พอถึงเวลาที่ต้องขาย หรือต้องหาผู้ร่วมทุน กลับตั้งราคาที่สูงเกินจริง ทำให้ขายยาก หรือไม่สามารถหาคนมาสานต่อได้
วิธีหลีกเลี่ยง: ใช้มุมมองที่เป็นกลางและข้อมูลจากตลาดค่ะ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินราคา หรือดูราคาตลาดของธุรกิจหรือทรัพย์สินประเภทเดียวกันในพื้นที่ของเรา ไม่ใช่ตั้งราคาตามความรู้สึกส่วนตัวค่ะ ยอมรับความจริง และตั้งราคาที่สมเหตุสมผลจะทำให้การตัดสินใจถอนตัวเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วกว่าค่ะผิดพลาดที่ 3: “ไม่มีเงื่อนไขที่ชัดเจนในการตัดสินใจถอนตัว” บางคนคิดแค่ว่า “ถ้าขาดทุนเยอะๆ ก็จะถอนตัว” แต่คำว่า “เยอะๆ” นี่แหละค่ะที่เป็นปัญหา เพราะแต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน บางคนขาดทุนไปแล้ว 30% ก็ยังยื้ออยู่ บางคน 50% ก็ยังหวังอยู่ สิ่งนี้ทำให้เราจมอยู่กับปัญหาโดยไม่รู้ตัว
วิธีหลีกเลี่ยง: ตั้ง ‘เงื่อนไขที่เป็นตัวเลข’ ที่ชัดเจนค่ะ เช่น “ถ้าผลกำไรสุทธิของธุรกิจต่ำกว่า 10,000 บาทต่อเดือนติดต่อกัน 3 เดือน ฉันจะพิจารณาขายกิจการ” หรือ “ถ้าหุ้นตัวนี้ราคาตกลงมา 20% จากราคาที่ซื้อ ฉันจะขายทันที” การมีตัวเลขที่ชัดเจนจะช่วยให้เราตัดอารมณ์ออกไปจากการตัดสินใจ และทำตามแผนที่วางไว้ได้ง่ายขึ้นค่ะจำไว้เสมอนะคะว่า การวางแผนถอนตัวไม่ใช่เรื่องของการล้มเหลว แต่คือการเตรียมพร้อมเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาวค่ะ ฉันเชื่อว่าถ้าทุกคนมีแผนนี้ติดตัวไว้ จะช่วยให้เราเดินหน้าได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแน่นอนค่ะ!

📚 อ้างอิง

Advertisement