เคยไหมคะที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างธุรกิจมากับมือ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ต้องคิดถึงอนาคต หรือการส่งไม้ต่อให้คนรุ่นถัดไป กลับรู้สึกกังวลใจสารพัด? ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วเหมือนพายุ ทั้งเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนเกม และกระแส “The Great Wealth Transfer” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อมรดกที่แตกต่างออกไป การจะวางแผน “กลยุทธ์ทางออกธุรกิจ” ให้ราบรื่นและยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินหรือกฎหมายอีกต่อไปแล้วค่ะ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “การพัฒนาผู้นำ” ที่จะเข้ามาสานต่อวิสัยทัศน์ของเรา ให้ธุรกิจเติบโตแข็งแกร่งและไม่สะดุด แม้ในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้น.
จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมาหลายเคส ธุรกิจครอบครัวในบ้านเราจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความท้าทายใหญ่หลวงในการส่งผ่านอำนาจ ทำให้หลายกิจการต้องหยุดชะงัก หรือต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ เพราะขาดการเตรียมพร้อมผู้นำอย่างจริงจัง.
การสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ เข้าใจบริบทธุรกิจยุคใหม่ และมีทักษะพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจของคุณทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง.
วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่า จะพัฒนาผู้นำให้พร้อมสำหรับกลยุทธ์ทางออกธุรกิจได้อย่างไร เพื่อให้คุณก้าวสู่บทบาทใหม่ได้อย่างสบายใจ และธุรกิจของคุณยังคงรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน.
ไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง!
การส่งต่อธุรกิจให้ราบรื่น: ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องคน!

หัวใจสำคัญของการเตรียมพร้อมผู้นำรุ่นต่อไป
เคยไหมคะที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างธุรกิจมากับมือ แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ต้องคิดถึงอนาคต หรือการส่งไม้ต่อให้คนรุ่นถัดไป กลับรู้สึกกังวลใจสารพัด? การเตรียมผู้นำให้พร้อมไม่ใช่แค่การสอนงานหรือมอบอำนาจ แต่เป็นการปลูกฝังความคิด ความอ่าน และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับคุณค่าและเป้าหมายของธุรกิจ บางครั้งเราอาจจะคิดว่าลูกหลานของเราเก่งอยู่แล้ว จบเมืองนอกมาก็หลายคน แต่ความรู้ในตำรากับประสบการณ์จริงในสนามธุรกิจนั้นแตกต่างกันลิบลับเลยค่ะ การส่งต่อที่ดีจึงต้องมาพร้อมกับการบ่มเพาะที่ลึกซึ้งและต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การโยนกุญแจให้แล้วบอกว่า “เอาไปทำต่อเลยนะ” เพราะธุรกิจก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่ต้องรดน้ำพรวนดินอยู่เสมอ ผู้นำรุ่นใหม่ก็ต้องการการดูแลและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เขาสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในวันที่เราไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้วนะคะ.
ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างความผูกพันกับพนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและได้รับการยอมรับจากทุกคนในองค์กร ไม่ใช่แค่คนในครอบครัวเท่านั้น.
มองข้ามไม่ได้! ความท้าทายจาก AI และ “The Great Wealth Transfer”
ในโลกธุรกิจที่หมุนเร็วเหมือนพายุในยุคปัจจุบัน ทั้งเทคโนโลยี AI ที่เข้ามาเปลี่ยนเกม และกระแส “The Great Wealth Transfer” ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มีมุมมองต่อมรดกที่แตกต่างออกไป การจะวางแผน “กลยุทธ์ทางออกธุรกิจ” ให้ราบรื่นและยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินหรือกฎหมายอีกต่อไปแล้วค่ะ.
จากที่ฉันได้ศึกษามา คนรุ่นใหม่หรือ Gen Y, Gen Z ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต มีแนวคิดเรื่องความยั่งยืน ความรับผิดชอบต่อสังคม และการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนธุรกิจอย่างเต็มที่ ซึ่งบางครั้งอาจจะแตกต่างจากแนวคิดของคนรุ่นก่อตั้งอย่างเราๆ ท่านๆ พอสมควรเลยนะคะ.
การเตรียมผู้นำจึงต้องรวมถึงการทำความเข้าใจและเปิดใจรับมุมมองเหล่านี้ด้วย เพราะโลกธุรกิจยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่ผู้นำที่เก่งเรื่องตัวเลข แต่ต้องการผู้นำที่มีความเข้าใจในบริบทสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วย.
นอกจากนี้ การเข้ามาของ AI ก็ทำให้รูปแบบการทำงานหลายอย่างเปลี่ยนไป ผู้นำต้องมีความเข้าใจเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล และสามารถนำ AI มาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจได้ การไม่รู้เท่าทันเทคโนโลยีอาจทำให้ธุรกิจของเราล้าหลังและไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้เลยค่ะ นี่คือโจทย์ใหญ่ที่เราต้องเตรียมความพร้อมให้ผู้นำรุ่นต่อไปอย่างจริงจังเลยทีเดียว.
ปั้นผู้นำให้แกร่ง: สร้างรากฐานที่มั่นคงเพื่อการเติบโต
กำหนดคุณสมบัติผู้นำที่ธุรกิจคุณต้องการ
ก่อนที่เราจะเริ่มปั้นผู้นำคนไหนสักคน สิ่งแรกที่เราต้องทำเลยคือ การนั่งลงแล้วลิสต์ออกมาให้ชัดเจนว่า “ผู้นำแบบไหนกันแน่ที่ธุรกิจของเราต้องการ” จากประสบการณ์ตรงที่เคยให้คำปรึกษาธุรกิจครอบครัวหลายแห่ง จุดที่พลาดกันบ่อยที่สุดคือการไม่ได้กำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจน ทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างสะเปะสะปะ และสุดท้ายก็ไม่ได้ผู้นำที่ตอบโจทย์จริงๆ ลองคิดดูนะคะว่าธุรกิจของคุณอยู่ในอุตสาหกรรมแบบไหน ต้องการทักษะด้านใดเป็นพิเศษ ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์อย่างไรในการนำพาองค์กรไปข้างหน้าในยุคที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา?
บางธุรกิจอาจต้องการผู้นำที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีขั้นสูง บางธุรกิจอาจต้องการคนที่เข้าใจตลาดต่างประเทศ หรือบางธุรกิจอาจต้องการคนที่สามารถบริหารจัดการความหลากหลายของพนักงานได้ดี การเขียนคุณสมบัติเหล่านี้ออกมาให้ละเอียด ไม่ใช่แค่เรื่องทักษะเชิงเทคนิค แต่รวมถึงทักษะด้านอารมณ์และสังคม (Soft Skills) เช่น ความสามารถในการปรับตัว การสื่อสาร การสร้างแรงบันดาลใจ และการตัดสินใจภายใต้ความกดดัน ก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ เพราะสุดท้ายแล้วผู้นำคือคนที่ต้องทำงานกับคน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีคือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการองค์กรให้เดินหน้าได้อย่างราบรื่นและแข็งแกร่ง.
โปรแกรมพัฒนาที่ตอบโจทย์และท้าทาย
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้องการผู้นำแบบไหน ขั้นตอนต่อไปคือการสร้างโปรแกรมพัฒนาที่ตอบโจทย์และท้าทายจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่แค่ส่งไปอบรมสัมมนาทั่วไปแล้วจบกันไป ลองคิดถึงการสร้างโปรแกรมที่ผสมผสานทั้งการเรียนรู้ในห้องเรียน การฝึกงานจริงในตำแหน่งต่างๆ (Job Rotation) การเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) และการโค้ชชิ่ง (Coaching) จากผู้บริหารระดับสูง หรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก.
ฉันเคยเห็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการส่งต่อ เขาจะให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้ลองเข้าไปสัมผัสกับทุกภาคส่วนของธุรกิจ ตั้งแต่ฝ่ายผลิต ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด จนถึงฝ่ายการเงิน เพื่อให้เข้าใจภาพรวมและปัญหาของแต่ละส่วนอย่างถ่องแท้ บางครั้งอาจต้องให้ลองไปบริหารโปรเจกต์สำคัญๆ ที่มีความท้าทาย เพื่อทดสอบภาวะผู้นำและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตัวเองเลยค่ะ.
การเรียนรู้จากความผิดพลาดภายใต้การดูแลของผู้มีประสบการณ์เป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาล เพราะมันคือ “ประสบการณ์จริง” ที่หาไม่ได้จากตำราไหนๆ และที่สำคัญคือต้องมีการประเมินผลและให้ข้อเสนอแนะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการพัฒนาได้รู้ว่าตนเองมีจุดแข็งตรงไหน และมีจุดไหนที่ต้องปรับปรุงอีกบ้าง การลงทุนกับการพัฒนาผู้นำอย่างจริงจังไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในระยะยาวเลยนะคะ.
ถอดรหัสคุณสมบัติผู้นำที่ใช่ในยุคดิจิทัลและกระแสโลก
มากกว่าแค่ความรู้ คือวิสัยทัศน์และความเข้าใจเทคโนโลยี
ในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผู้นำในวันนี้ไม่ได้ต้องการแค่ความรู้ด้านธุรกิจแบบดั้งเดิมอีกต่อไปแล้วค่ะ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่ได้คลุกคลีกับธุรกิจหลากหลายรูปแบบ ฉันพบว่าผู้นำที่โดดเด่นและสามารถนำพาองค์กรฝ่าฟันความท้าทายไปได้ มักจะเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น AI, Big Data, Cloud Computing หรือแม้แต่ Blockchain ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำศัพท์เท่ๆ ที่เอาไว้พูดในที่ประชุมอีกต่อไป แต่มันคือเครื่องมือสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงาน รูปแบบธุรกิจ และแม้กระทั่งพฤติกรรมของผู้บริโภค.
ผู้นำต้องสามารถมองเห็นโอกาสจากเทคโนโลยีเหล่านี้ และนำมาปรับใช้เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างชาญฉลาด ไม่ใช่แค่รู้ว่ามีอะไร แต่ต้องรู้ว่าจะนำมาใช้ “อย่างไร” ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.
การเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลาจึงเป็นคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้นำในยุคนี้ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าผู้นำของเรายังยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิมๆ ไม่ยอมเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ธุรกิจของเราจะสามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่ปรับตัวได้เร็วกว่าได้อย่างไร?
นี่คือสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญและปลูกฝังให้กับผู้นำรุ่นใหม่ของเราเลยค่ะ.
EQ สูง: ทักษะสำคัญในการบริหารคนและจัดการความเปลี่ยนแปลง
นอกเหนือจากความรู้และวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีแล้ว ทักษะด้านอารมณ์หรือ EQ (Emotional Quotient) ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับผู้นำในยุคปัจจุบันค่ะ ในโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ (VUCA World) ผู้นำต้องสามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตัวเองได้ดี และเข้าใจอารมณ์ของผู้อื่นด้วย.
จากที่ฉันได้เห็นมา ผู้นำที่ประสบความสำเร็จมักจะเป็นคนที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทีมงานได้ดี สามารถรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์.
การเปลี่ยนผ่านธุรกิจหรือการใช้กลยุทธ์ทางออก มักจะมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในองค์กร ซึ่งอาจทำให้พนักงานบางคนรู้สึกกังวลหรือไม่มั่นคง. ผู้นำที่มี EQ สูงจะสามารถสื่อสารและสร้างความมั่นใจให้กับทีมงานได้ สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน และเป็นที่พึ่งให้กับพนักงานได้เมื่อเกิดวิกฤต.
ลองจินตนาการดูสิคะว่า ถ้าผู้นำของเราเป็นคนอารมณ์ร้อน ไม่รับฟังใคร หรือไม่สามารถควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ เวลาเกิดปัญหาขึ้นมา ทีมงานจะรู้สึกอย่างไร? การมี EQ ที่ดีจึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่จะช่วยให้ผู้นำสามารถนำพาองค์กรก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่งและน่าอยู่สำหรับทุกคนค่ะ
แผนพัฒนาผู้นำฉบับมืออาชีพ: ปั้นอย่างไรให้ธุรกิจรุ่ง
การวางแผนกลยุทธ์การพัฒนาที่ยั่งยืน
การสร้างผู้นำไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการวางแผนกลยุทธ์ที่รอบคอบและต่อเนื่อง เหมือนกับการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการเติบโต ผู้นำก็ต้องการการบ่มเพาะและดูแลอย่างสม่ำเสมอ.
จากประสบการณ์ของฉัน การวางแผนที่ดีควรเริ่มต้นจากการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของบุคคลที่เราต้องการพัฒนาอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่ประเมินจากผลงานปัจจุบัน แต่ต้องมองลึกไปถึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่.
หลังจากนั้นจึงออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยอาจใช้เครื่องมือประเมินต่างๆ เช่น 360-degree feedback หรือการทดสอบบุคลิกภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำที่สุด.
โปรแกรมนี้ควรครอบคลุมทั้งการพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งในอนาคต และทักษะด้านความเป็นผู้นำ (Leadership Skills) ซึ่งรวมถึงการตัดสินใจ การแก้ปัญหา การสื่อสาร และการบริหารจัดการทีม.
ที่สำคัญคือต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้ เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการพัฒนาทราบว่าตนเองกำลังก้าวหน้าไปในทิศทางใด และเพื่อให้องค์กรสามารถประเมินประสิทธิภาพของโปรแกรมได้อย่างเป็นรูปธรรม.
การมีแผนที่ชัดเจนจะช่วยให้เราไม่หลงทาง และมั่นใจได้ว่าการลงทุนในการพัฒนาผู้นำของเราจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการจริงๆ ค่ะ.
บทบาทของพี่เลี้ยงและผู้บริหารระดับสูงในการบ่มเพาะ
บทบาทของพี่เลี้ยง (Mentor) และผู้บริหารระดับสูงในการบ่มเพาะผู้นำรุ่นต่อไปนั้นสำคัญมากๆ เลยนะคะ เหมือนกับการมีกัปตันเรือที่มีประสบการณ์คอยชี้แนะเส้นทางให้กับผู้ช่วยกัปตัน พี่เลี้ยงและผู้บริหารระดับสูงคือผู้ที่จะส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ และภูมิปัญญาที่ไม่สามารถหาได้จากตำราเรียนให้กับผู้นำรุ่นใหม่.
ฉันเคยเห็นหลายองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการส่งต่อธุรกิจ เพราะมีระบบพี่เลี้ยงที่ดี ผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหารระดับสูงจะใช้เวลาในการพูดคุย ให้คำแนะนำ และเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้นำรุ่นใหม่เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และช่วยให้ผู้นำรุ่นใหม่รู้สึกมั่นใจและมีที่พึ่งเมื่อต้องเผชิญกับความท้าทาย.
การเป็นพี่เลี้ยงที่ดีไม่ได้หมายถึงการบอกว่าต้องทำอะไร แต่เป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ได้คิดวิเคราะห์และหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะการตัดสินใจและการแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน.
นอกจากนี้ การให้โอกาสผู้นำรุ่นใหม่ได้เข้าร่วมประชุมสำคัญๆ หรือโปรเจกต์เชิงกลยุทธ์ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้พวกเขาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง และเข้าใจถึงแนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจในระดับที่สูงขึ้น.
บทเรียนจากธุรกิจครอบครัวไทย: ส่งต่ออย่างไรให้รอดและรุ่ง
ความท้าทายและโอกาสในการส่งไม้ต่อ
ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของเราอย่างมากเลยนะคะ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความท้าทายเฉพาะตัวในการส่งไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่น. จากที่ฉันได้สัมผัสมาหลายธุรกิจ ปัญหาหลักๆ มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว การขาดการวางแผนที่ชัดเจน และการไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้.
บางครั้งความคาดหวังที่แตกต่างกันระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ก็เป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้การส่งต่อไม่เป็นไปอย่างราบรื่น หรือบางทีก็ถึงขั้นทำให้ธุรกิจต้องสะดุดเลยทีเดียว.
แต่ในความท้าทายก็มีโอกาสซ่อนอยู่เสมอค่ะ ธุรกิจครอบครัวมีจุดแข็งที่สำคัญคือความผูกพัน ความไว้วางใจ และค่านิยมร่วมกันที่ถูกส่งต่อมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งในการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ให้เติบโตได้อย่างมั่นคง หากเรามีการบริหารจัดการที่ดีและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน.
การใช้โอกาสนี้ในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ จะช่วยให้ธุรกิจครอบครัวของเราสามารถก้าวข้ามความท้าทาย และรุ่งเรืองต่อไปได้อย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัลค่ะ
| ปัจจัยความสำเร็จในการส่งต่อธุรกิจครอบครัว | ความสำคัญ |
|---|---|
| การสื่อสารที่เปิดเผยและสม่ำเสมอ | สร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และสร้างความไว้วางใจระหว่างรุ่น |
| แผนการสืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจน | กำหนดบทบาทความรับผิดชอบและเส้นทางอาชีพให้ผู้นำรุ่นใหม่ |
| การพัฒนาผู้นำอย่างเป็นระบบ | เสริมสร้างทักษะ ความรู้ และประสบการณ์ที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งผู้นำ |
| การเปิดรับมุมมองและเทคโนโลยีใหม่ๆ | ช่วยให้ธุรกิจปรับตัวทันโลกและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ |
| การแยกบทบาทครอบครัวและธุรกิจออกจากกัน | ลดอคติและความขัดแย้งส่วนตัวในการตัดสินใจทางธุรกิจ |
สร้างสมดุลระหว่างประเพณีและนวัตกรรม

การจะส่งต่อธุรกิจครอบครัวให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาประเพณีและค่านิยมดั้งเดิมที่เรายึดถือ กับการเปิดรับนวัตกรรมและความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ค่ะ ฉันเคยเจอเคสที่ผู้ก่อตั้งยึดมั่นในวิธีการแบบเดิมๆ มากจนเกินไป ไม่ยอมให้คนรุ่นใหม่ได้ลองทำอะไรใหม่ๆ เลย สุดท้ายธุรกิจก็หยุดนิ่งและไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ หรือในทางกลับกัน บางครั้งคนรุ่นใหม่ก็ใจร้อนอยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างโดยไม่คำนึงถึงรากฐานเดิม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อธุรกิจได้เช่นกัน.
ผู้นำที่ดีคือคนที่สามารถผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองสิ่งนี้เข้าด้วยกันได้ สามารถนำเอาภูมิปัญญาและประสบการณ์อันยาวนานของผู้ก่อตั้งมาเป็นรากฐานที่แข็งแกร่ง ขณะเดียวกันก็กล้าที่จะนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ และใช้เทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น.
การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตและปรับตัวเข้ากับยุคสมัยได้ แต่ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับทั้งคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ด้วยนะคะ เพราะทุกคนจะได้เห็นว่าธุรกิจของเรายังคงเดินหน้าต่อไปได้อย่างแข็งแกร่ง โดยไม่ทิ้งคุณค่าดั้งเดิมที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ไป.
ก้าวสู่บทบาทใหม่: เมื่อผู้ก่อตั้งวางใจและปล่อยมือ
การเตรียมพร้อมทางจิตใจของผู้ก่อตั้ง
การวางมือจากธุรกิจที่สร้างมากับมือเป็นเรื่องที่ยากสำหรับผู้ก่อตั้งหลายคนเลยนะคะ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจัดการทรัพย์สินหรือการเงิน แต่เป็นเรื่องของจิตใจและความรู้สึกผูกพันที่ลึกซึ้งกับสิ่งที่สร้างมา.
จากประสบการณ์ที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารรุ่นบุกเบิกหลายท่าน หลายคนรู้สึกกังวลว่าคนรุ่นต่อไปจะทำได้ดีเท่าเราไหม จะรักษาธุรกิจของเราไว้ได้หรือเปล่า หรือแม้กระทั่งรู้สึกว่าตัวเองจะไม่มีคุณค่าหรือบทบาทสำคัญอีกต่อไปเมื่อวางมือไปแล้ว.
การเตรียมความพร้อมทางจิตใจของผู้ก่อตั้งจึงสำคัญไม่แพ้การเตรียมผู้นำรุ่นใหม่เลยค่ะ ควรมีการพูดคุยอย่างเปิดอกถึงความกังวลเหล่านี้ การกำหนดบทบาทใหม่ที่ชัดเจนหลังจากวางมือ เช่น การเป็นที่ปรึกษาคณะกรรมการ หรือการใช้เวลาไปทำสิ่งที่สนใจอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยตรง จะช่วยให้ผู้ก่อตั้งสามารถปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายขึ้น.
การตระหนักว่าการวางมือไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุด แต่เป็นการเริ่มต้นบทบาทใหม่ที่ยังคงมีคุณค่าและสามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งครอบครัวและสังคมได้ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ก่อตั้งรู้สึกสบายใจและภูมิใจกับการตัดสินใจครั้งนี้ได้ค่ะ
สร้างระบบสนับสนุนและตรวจสอบที่เข้มแข็ง
เมื่อผู้ก่อตั้งตัดสินใจวางมือแล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างระบบสนับสนุนและตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นใจและมีทิศทาง.
ระบบนี้อาจรวมถึงการมีคณะกรรมการบริษัทที่มีความหลากหลายและเป็นอิสระ มีที่ปรึกษาจากภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ หรือการกำหนดตัวชี้วัดผลงาน (KPIs) ที่ชัดเจนและมีการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ.
ฉันเคยเห็นธุรกิจที่ส่งต่อได้อย่างราบรื่น เพราะมีระบบเหล่านี้รองรับ ทำให้ผู้นำรุ่นใหม่ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวในการตัดสินใจ และยังมีกลไกในการตรวจสอบเพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ.
การมีระบบเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงผู้นำ และยังเป็นการสร้างความไว้วางใจให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพนักงาน ลูกค้า หรือคู่ค้า เพราะพวกเขามั่นใจได้ว่าธุรกิจของเรายังคงดำเนินไปได้อย่างมั่นคงและมีทิศทางที่ชัดเจน แม้จะมีการเปลี่ยนผ่านผู้นำก็ตาม.
การลงทุนในการสร้างระบบที่ดีจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและให้ผลตอบแทนที่ยั่งยืนค่ะ.
ลงทุนกับการพัฒนาคน: ผลตอบแทนที่ยั่งยืนกว่าที่คิด
มอง “ค่าใช้จ่าย” เป็น “การลงทุน” เพื่ออนาคต
หลายครั้งที่ธุรกิจมองว่าการลงทุนในการพัฒนาผู้นำเป็นการ “สิ้นเปลือง” หรือเป็น “ค่าใช้จ่าย” ที่ไม่จำเป็น ซึ่งเป็นมุมมองที่ฉันอยากชวนให้ทุกคนลองเปลี่ยนใหม่ค่ะ จากประสบการณ์ที่ได้เห็นมากับตา ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการส่งต่อและเติบโตอย่างยั่งยืน มักจะเป็นธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการ “ลงทุน” ในทรัพยากรบุคคลอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การจ้างคนเก่งเข้ามา แต่เป็นการพัฒนาคนที่มีอยู่ในองค์กรให้มีศักยภาพสูงสุด.
ลองคิดดูนะคะว่าถ้าเรามีผู้นำที่ขาดความรู้ ความสามารถ หรือวิสัยทัศน์ ธุรกิจของเราจะสามารถอยู่รอดและเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ได้อย่างไร?
การลงทุนในการพัฒนาผู้นำจึงไม่ใช่แค่การอบรมสัมมนาทั่วไป แต่เป็นการสร้างสินทรัพย์ที่มีชีวิต ซึ่งจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ประเมินค่าไม่ได้ในระยะยาว ทั้งในรูปของผลกำไรที่เพิ่มขึ้น การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ การลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจที่ผิดพลาด และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจของเราในอนาคต.
เงินทองที่เราลงทุนไปกับการพัฒนาคน อาจจะดูเป็นจำนวนมากในวันนี้ แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากเราไม่มีผู้นำที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์แล้ว การลงทุนนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่คุ้มค่าและจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ
สร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้และเติบโต
การพัฒนาผู้นำให้ประสบความสำเร็จนั้น ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการส่งคนไปอบรมเป็นครั้งคราว แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้และเติบโตอย่างต่อเนื่องค่ะ ฉันเชื่อว่าองค์กรที่แข็งแกร่งที่สุดคือองค์กรที่ทุกคนในนั้นไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ.
การสร้างวัฒนธรรมแบบนี้หมายถึงการเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะลองผิดลองถูก และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นพนักงานใหม่หรือผู้บริหารระดับสูง.
ผู้นำเองก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองด้วยนะคะ การที่ผู้นำแสดงให้เห็นว่าตนเองก็ยังคงแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะอยู่เสมอ จะเป็นแรงบันดาลใจให้พนักงานคนอื่นๆ อยากที่จะพัฒนาตัวเองตามไปด้วย.
การมีวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเรียนรู้จะช่วยให้องค์กรของเรามีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญคือจะช่วยดึงดูดและรักษาคนเก่งๆ ให้อยู่กับเราไปนานๆ เพราะใครๆ ก็อยากทำงานในองค์กรที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้เติบโตและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ใช่ไหมล่ะคะ นี่แหละค่ะคือผลตอบแทนที่ยั่งยืนและแท้จริงจากการลงทุนใน “คน” ที่ไม่สามารถตีเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด.
글을มาล며
เป็นยังไงกันบ้างคะ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นเหมือนเพื่อนร่วมทางในการวางแผนส่งต่อธุรกิจและสร้างผู้นำที่แข็งแกร่งให้กับองค์กรของคุณนะคะ ฉันเชื่อเสมอว่าการลงทุนใน “คน” คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว ไม่ใช่แค่ตัวเงิน แต่รวมถึงความยั่งยืนและความภาคภูมิใจของทั้งครอบครัวและธุรกิจด้วยค่ะ การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การเตรียมพร้อมอย่างดีจะช่วยให้เราก้าวข้ามทุกความท้าทายไปได้อย่างมั่นคง อย่าลืมนะคะว่าผู้นำที่เก่งกาจไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มาจากการบ่มเพาะและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความรัก ความเข้าใจ และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลค่ะ
รู้ไว้ใช้ประโยชน์
1.
เริ่มต้นการวางแผนการสืบทอดตำแหน่งแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะกระบวนการนี้ต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อน
2.
เปิดอกพูดคุยกันภายในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าใจที่ตรงกันในเรื่องทิศทางธุรกิจ
3.
ลงทุนกับการพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งด้านทักษะทางธุรกิจและทักษะด้านอารมณ์ (EQ) เพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคดิจิทัล
4.
สร้างระบบพี่เลี้ยง (Mentorship) ที่แข็งแกร่ง ให้ผู้ก่อตั้งหรือผู้บริหารระดับสูงได้ถ่ายทอดประสบการณ์และภูมิปัญญาโดยตรง
5.
เปิดรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการรักษาคุณค่าและวัฒนธรรมดั้งเดิมขององค์กร เพื่อการเติบโตอย่างสมดุล
สรุปประเด็นสำคัญ
การส่งต่อธุรกิจไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินหรือกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของคน และการวางแผนที่รอบคอบ ผู้นำรุ่นใหม่ในยุคดิจิทัลต้องมีทั้งความรู้ วิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยี และ EQ ที่สูง การสร้างโปรแกรมพัฒนาที่ตอบโจทย์ รวมถึงบทบาทของพี่เลี้ยงและผู้บริหารระดับสูง ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง การเตรียมความพร้อมทางจิตใจของผู้ก่อตั้ง และการสร้างระบบสนับสนุนที่เข้มแข็ง จะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน การมองว่าค่าใช้จ่ายในการพัฒนาคนเป็นการลงทุน คือหัวใจสำคัญที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวค่ะ.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖
ถาม: ทำไมการพัฒนาผู้นำถึงสำคัญกว่าแค่เรื่องเงินและกฎหมายในการวางแผนกลยุทธ์ทางออกธุรกิจ?
ตอบ: โอ้โห! คำถามนี้โดนใจมากเลยค่ะ เพราะจากประสบการณ์ตรงที่ได้เห็นมาหลายต่อหลายเคส เจ้าของธุรกิจหลายคนมักจะโฟกัสไปที่เรื่องตัวเลข การจัดโครงสร้างทางกฎหมาย หรือการทำพินัยกรรม ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็สำคัญมากๆ นะคะ แต่เชื่อมั้ยคะว่า ถ้าเราไม่มี “คนที่ใช่” มาสานต่อ ไม่ว่าโครงสร้างจะดีแค่ไหน เงินทองจะมากมายเท่าไหร่ ธุรกิจก็ไปต่อได้ยาก หรืออาจจะไปไม่รอดเลยก็ได้ค่ะ ลองนึกภาพดูสิคะ ถ้าเรามีแผนการเงินที่เป๊ะ แต่คนที่จะมาบริหารต่อไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่เข้าใจธุรกิจ ไม่รู้จักทีมงาน หรือไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ แล้วใครจะมานำพาองค์กรไปข้างหน้าได้จริงไหมคะการพัฒนาผู้นำนี่แหละค่ะ คือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยั่งยืนที่สุด เพราะเป็นการสร้างคนที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และที่สำคัญคือ “แพสชั่น” ที่จะมาดูแลธุรกิจของเราเหมือนเป็นลูกของตัวเอง การมีผู้นำที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับวิกฤติต่างๆ ที่ไม่คาดฝันได้ ไม่ใช่แค่พึ่งพากฎหมายหรือตัวเลขอย่างเดียว ฉันเองก็เคยเห็นธุรกิจครอบครัวหลายแห่งที่ต้องสะดุด เพราะรุ่นพ่อแม่ไม่ยอมปล่อยวาง หรือรุ่นลูกหลานไม่ได้รับการเตรียมพร้อมอย่างจริงจัง สุดท้ายแล้ว ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็พลอยแย่ไปด้วย น่าเสียดายมากๆ เลยค่ะ ดังนั้น การพัฒนาผู้นำจึงเป็นการสร้างหลักประกันที่แข็งแกร่งที่สุดให้กับธุรกิจของคุณในระยะยาวเลยนะคะ
ถาม: ธุรกิจครอบครัวในไทยเจอกับความท้าทายอะไรบ้างในการส่งไม้ต่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ และมีวิธีรับมือยังไงคะ?
ตอบ: นี่เป็นประเด็นคลาสสิกของธุรกิจครอบครัวในบ้านเราเลยค่ะ! จากที่ได้พูดคุยกับเจ้าของกิจการหลายท่าน ฉันเห็นเลยว่าความท้าทายหลักๆ ที่ธุรกิจครอบครัวไทยมักเจอในการส่งไม้ต่อคือ “ความขัดแย้งภายใน” ค่ะ บางทีก็มาจากเรื่องของการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือการที่ไม่มีแผนการสืบทอดที่รัดกุมพอ อย่างที่เคยมีข่าวใหญ่โตเกี่ยวกับธุรกิจโรงแรม หรือตลาดใหญ่ๆ ในบ้านเราที่ลูกหลานฟ้องร้องกัน นั่นก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเลยนะคะว่าถ้าไม่มีการวางแผนดีๆ ความสัมพันธ์ในครอบครัวก็จะพัง ธุรกิจก็อาจจะพังตามไปด้วยอีกประเด็นคือ “ช่องว่างระหว่างวัย” ค่ะ รุ่นก่อตั้งอาจจะคุ้นเคยกับวิธีการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อมั่นในแนวคิดใหม่ๆ ของคนรุ่นใหม่ ส่วนรุ่นใหม่ก็อยากจะนำเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่เข้ามาใช้ แต่ติดที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจหรือต่อต้าน ทำให้หลายครั้งคนรุ่นใหม่ไฟแรงต้องอึดอัดใจมากๆ เลยค่ะวิธีรับมือจากที่ฉันเห็นว่าได้ผลดีมากๆ เลยนะคะ อย่างแรกคือ “สร้างธรรมนูญครอบครัว” ค่ะ หรือข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับบทบาท อำนาจ หน้าที่ และผลตอบแทนของทุกคนในครอบครัว ทั้งที่เข้ามาบริหารและไม่บริหารธุรกิจ รวมถึงกฎเกณฑ์ในการแก้ไขข้อพิพาทด้วย จะช่วยลดความคลุมเครือและป้องกันความขัดแย้งได้เยอะเลยค่ะ อย่างที่สองคือ “เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พิสูจน์ตัวเอง” ค่ะ ให้พวกเขามีพื้นที่ในการตัดสินใจ ลองผิดลองถูกบ้าง โดยมีพี่เลี้ยงหรือเมนเทอร์คอยให้คำแนะนำ และที่สำคัญคือ รุ่นผู้ก่อตั้งต้อง “ยอมปล่อยวาง” บ้างนะคะ ให้ความไว้วางใจและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของคนรุ่นใหม่ ไม่เอาประสบการณ์เก่าๆ มาตัดสินทั้งหมด ฉันเชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเปิดใจคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ธุรกิจครอบครัวในไทยจะแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลยค่ะ
ถาม: กระแส “The Great Wealth Transfer” และเทคโนโลยี AI จะส่งผลต่อการพัฒนาผู้นำในอนาคตอย่างไรบ้างคะ? แล้วเราควรเตรียมตัวยังไง?
ตอบ: อื้อหือ! คำถามนี้ทันยุคทันสมัยสุดๆ เลยค่ะ! ต้องบอกว่าสองเรื่องนี้คือ “เมกะเทรนด์” ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าโลกธุรกิจอย่างที่เราคาดไม่ถึงเลยล่ะค่ะสำหรับ “The Great Wealth Transfer” หรือการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่จากรุ่น Baby Boomers ไปสู่ Gen X และ Millennials เนี่ย มันหมายถึงการที่คนรุ่นใหม่จะมีอำนาจในการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและธุรกิจมากขึ้นแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยนะคะ สิ่งที่ตามมาคือ “ค่านิยมที่เปลี่ยนไป” ค่ะ คน Gen Y หรือ Gen Z อาจไม่ได้อยากสืบทอดธุรกิจครอบครัวแบบดั้งเดิมเสมอไป พวกเขามองหาความสำเร็จในรูปแบบที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Impact) มากกว่าแค่การสะสมความมั่งคั่งอย่างเดียว การพัฒนาผู้นำในยุคนี้จึงต้องเน้นการ “ค้นหาแพสชั่น” ของทายาทรุ่นใหม่ และเปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ค่านิยมของตัวเอง โดยเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์ของธุรกิจเดิมให้ได้ ต้องสนับสนุนให้เขามีความยืดหยุ่นและปรับตัวได้เร็ว เพราะโลกมันเปลี่ยนไวมากจริงๆ ค่ะส่วนเทคโนโลยี AI นี่ก็มาแรงแบบฉุดไม่อยู่จริงๆ ค่ะ!
AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ลดข้อผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ และช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง AI ก็อาจเข้ามาทดแทนงานบางอย่างที่เคยเป็นของมนุษย์ได้ด้วย ดังนั้น ผู้นำในอนาคตไม่ใช่แค่ต้อง “ใช้ AI เป็น” เท่านั้นนะคะ แต่ต้องเข้าใจ “ศักยภาพและข้อจำกัด” ของ AI ด้วย ที่สำคัญคือต้องมี “ทักษะที่ AI ทำแทนไม่ได้” ค่ะ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์ การคิดเชิงกลยุทธ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การสื่อสาร และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง เพราะสุดท้ายแล้ว “คน” ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเสมอค่ะ เราต้องพัฒนาผู้นำให้เป็นคนที่สามารถ “ใช้ AI เป็นเครื่องมือ” เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวหน้า โดยที่ยังคงรักษา “ความเป็นมนุษย์” และ “คุณค่า” ขององค์กรไว้ให้ได้ นี่แหละค่ะถึงจะเรียกว่าผู้นำที่แท้จริงในยุคดิจิทัล!






