กลยุทธ์ทางออกสุดปัง ทำกำไรให้ธุรกิจคุณก้าวกระโดด

webmaster

성공적인 출구 전략을 위한 필수 요소 - **Prompt:** "A diverse group of five business professionals, including men and women of various ages...

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวบล็อกที่น่ารักทุกคน! วันนี้ฉันมีเรื่องสำคัญที่อยากชวนทุกคนมาคุยกันค่ะ เป็นเรื่องที่หลายคนอาจมองข้ามไปหรือไม่ทันได้คิดถึง นั่นก็คือ “กลยุทธ์ทางออก” หรือ Exit Strategy นั่นเองค่ะ ไม่ว่าจะลงทุนอะไร ทำธุรกิจแบบไหน หรือแม้แต่กำลังวางแผนชีวิตหลังเกษียณ การมีแผนการถอนตัวหรือออกจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างชาญฉลาดและมีแบบแผนคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืนในระยะยาวค่ะ โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ทั้งเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ตลาดที่ผันผวน และเทรนด์ธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา การเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอจึงสำคัญกว่าที่เคยเป็นมาค่ะ ฉันเองก็เคยเห็นมาเยอะเลยว่าคนที่ไม่มีแผนทางออกที่ดี มักจะเจอกับปัญหาตอนจบ ทำให้เสียทั้งเงิน เสียทั้งโอกาสดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ในทางกลับกัน คนที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ กลับสามารถควบคุมสถานการณ์และคว้าผลตอบแทนที่คุ้มค่าได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการขายกิจการในเวลาที่เหมาะสม การถอนการลงทุนเพื่อรักษากำไร หรือการเตรียมเงินบำนาญให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนต้องอาศัยกลยุทธ์ที่แม่นยำและการมองการณ์ไกลทั้งสิ้นค่ะเพื่อนๆ เคยรู้สึกไหมคะว่าเรามักจะมุ่งมั่นกับการเริ่มต้น การสร้าง และการขยายสิ่งต่างๆ แต่กลับลืมคิดถึงปลายทางอย่างรอบคอบ?

จากประสบการณ์ตรงของฉัน ฉันอยากบอกว่าการมีแผนทางออกที่ชัดเจน ไม่เพียงแค่ช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องผลประโยชน์ของเราเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราสามารถ “จบ” ได้อย่างสวยงาม และรับผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดอีกด้วยค่ะ เพราะฉะนั้น อย่ารอช้า มาดูกันดีกว่าว่าเคล็ดลับสำคัญในการสร้างกลยุทธ์ทางออกที่ประสบความสำเร็จเพื่ออนาคตที่มั่นคง มีอะไรบ้างค่ะ

ทำไมต้องมี “ทางออก” ไว้ล่วงหน้า? เรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด!

성공적인 출구 전략을 위한 필수 요소 - **Prompt:** "A diverse group of five business professionals, including men and women of various ages...

ไม่ได้มีแค่ตอนเจ๊ง! โอกาสทองก็ต้องมีแผนออก

เพื่อนๆ หลายคนอาจจะคิดว่า Exit Strategy เนี่ย เป็นเรื่องไกลตัว หรือเป็นเรื่องที่ต้องคิดเฉพาะตอนที่ธุรกิจกำลังจะไปไม่รอดเท่านั้นใช่ไหมคะ? แต่จากประสบการณ์ของฉันแล้ว ขอบอกเลยว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ!

การมีแผนทางออกที่ดี ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังจะยอมแพ้หรือเตรียมปิดกิจการนะคะ แต่มันคือการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่างหากล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ธุรกิจกำลังรุ่งโรจน์จนมีคนอยากเข้ามาซื้อกิจการต่อ หรือแม้แต่ตอนที่เราตัดสินใจว่า “พอแล้ว!

อยากพักแล้ว” การมีแผนที่ชัดเจนจะช่วยให้เราสามารถคว้าโอกาสทองเหล่านั้นไว้ได้อย่างเต็มที่ และที่สำคัญคือได้ราคาที่ดีที่สุดด้วยค่ะ ฉันเคยเห็นมาแล้วหลายกรณีที่เจ้าของธุรกิจเก่งมาก สร้างธุรกิจมาดีเยี่ยม แต่พอถึงเวลาที่อยากจะวางมือ กลับไม่มีแผนรองรับที่ดีพอ ทำให้ต้องขายกิจการไปในราคาที่ไม่น่าพอใจ หรือบางทีก็ต้องแบกรับภาระต่อโดยไม่เต็มใจ เพราะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีพอให้เดินออกไปอย่างสง่างามเลยค่ะ นี่แหละคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เลยนะ

ลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเอง

ลองคิดดูสิคะว่า ถ้าชีวิตของเรามีแต่ “ขาเข้า” ไม่มี “ขาออก” เลยจะเป็นยังไง? มันก็จะจมอยู่กับอะไรเดิมๆ ไม่ไปไหนใช่ไหมคะ ธุรกิจก็เช่นกันค่ะ การมี Exit Strategy เหมือนกับการที่เราได้ติดตั้งระบบควบคุมความเสี่ยงไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ มันช่วยให้เราสามารถปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและผู้ที่เกี่ยวข้องได้เต็มที่ ไม่ว่าตลาดจะผันผวน เศรษฐกิจจะเปลี่ยนทิศ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาเขย่าวงการจนเราต้องปรับตัว การมีแผนทางออกที่ดีจะทำให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่ให้สถานการณ์มาควบคุมเราค่ะ แถมยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของเราไปในตัวด้วยนะคะ เพราะถ้าธุรกิจของเรามีการวางแผนอย่างเป็นระบบ มีทางออกที่ชัดเจน มันก็จะดูน่าสนใจในสายตาของนักลงทุนหรือผู้ซื้อที่มีศักยภาพมากขึ้นไปอีกค่ะ เคยได้ยินเรื่องราวของบริษัทสตาร์ทอัพที่เติบโตเร็วมากๆ ไหมคะ?

พวกเขาไม่ได้มองแค่การระดมทุนเท่านั้น แต่ยังคิดเรื่อง Exit Strategy ไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อถึงวันที่เติบโตเต็มที่ จะมีทางออกที่สวยงามและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้กับผู้ก่อตั้งและนักลงทุนได้เสมอ

ทางเลือกในการออก: ไม่ใช่แค่เรื่องขายกิจการนะ!

หลากหลายสไตล์: จาก IPO สู่การส่งต่อให้คนในครอบครัว

พอพูดถึง Exit Strategy หลายคนคงนึกถึงแต่การ “ขายกิจการ” ใช่ไหมคะ? จริงๆ แล้วมันมีทางเลือกที่หลากหลายมากๆ เลยนะ ไม่ใช่แค่การขายออกไปเท่านั้นค่ะ ลองนึกภาพว่าธุรกิจของเราเหมือนลูกที่เรารัก เราอยากให้เขามีอนาคตที่ดีที่สุด ซึ่งนั่นอาจจะหมายถึงการส่งต่อไปให้คนที่เหมาะสมที่สุดดูแลต่อ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามค่ะ ตัวอย่างที่ฮิตๆ เลยก็คือ การเสนอขายหุ้นให้แก่บุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO นั่นเองค่ะ วิธีนี้ทำให้ธุรกิจของเรากลายเป็นบริษัทมหาชน มีโอกาสระดมทุนได้มหาศาล และเจ้าของเดิมก็สามารถลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปได้ เป็นการ Exit อย่างสง่างามและสร้างชื่อเสียง หรือถ้าเราอยากเห็นธุรกิจยังคงเป็นของเราอยู่ ก็อาจจะเป็นการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions – M&A) ที่สองบริษัทมารวมกันเพื่อสร้างพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม เหมือนที่เราเห็นธนาคารใหญ่ๆ ในไทยควบรวมกันนั่นแหละค่ะ นอกจากนี้ การขายกิจการให้ผู้บริหารหรือพนักงานเดิมที่เข้าใจธุรกิจเป็นอย่างดีก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ เพราะพวกเขารู้ไส้รู้พุงธุรกิจของเราดีที่สุดอยู่แล้ว การส่งต่อให้คนใกล้ชิดแบบนี้ ก็สบายใจไปได้อีกเปราะหนึ่งค่ะ และที่สำคัญสำหรับหลายๆ ธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย ก็คือการสืบทอดกิจการให้กับทายาทค่ะ เป็นการส่งต่อมรดกทางธุรกิจที่เราสร้างมากับมือให้ลูกหลานได้สานต่อความฝัน สุดท้ายคือการเลิกกิจการและชำระหนี้ ซึ่งเป็นวิธีที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด แต่ถ้าไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ก็ต้องมีแผนรองรับไว้เช่นกันค่ะ

Advertisement

ทำความเข้าใจแต่ละทางเลือกให้ลึกซึ้ง

แต่ละทางเลือกที่เล่ามาก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไปนะคะ อย่าง IPO เนี่ย ฟังดูอลังการ แต่ก็มาพร้อมกับภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้องโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูลมากๆ มีคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทขนาดเล็กอาจจะยังไม่พร้อม ส่วน M&A ก็อาจจะทำให้วัฒนธรรมองค์กรเปลี่ยนไป หรือการขายให้พนักงานก็ต้องมั่นใจว่าพวกเขามีศักยภาพเพียงพอที่จะขับเคลื่อนธุรกิจต่อไปได้จริงๆ ค่ะ การสืบทอดกิจการให้ลูกหลานก็เหมือนกันค่ะ เราต้องเตรียมตัวลูกหลานให้พร้อม มีความรู้ความสามารถ ไม่ใช่แค่ส่งต่อให้เพราะเป็นคนในครอบครัวเท่านั้น จากประสบการณ์ตรงที่ฉันเห็นมาหลายเคส แต่ละทางเลือกจะต้องพิจารณาจากเป้าหมายของเจ้าของธุรกิจ สภาพของกิจการในขณะนั้น และสถานการณ์ตลาดโดยรวมค่ะ ไม่ใช่ว่าจะเลือกแบบไหนก็ได้นะ ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่สุดเพื่อผลตอบแทนที่ดีที่สุดค่ะ

เมื่อไหร่คือเวลาที่ใช่? สัญญาณที่บอกว่าต้องเริ่มคิด

สัญญาณจากธุรกิจ: เมื่อถึงจุดอิ่มตัวหรือเจอทางตัน

เพื่อนๆ คะ เคยไหมคะที่รู้สึกว่าธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ มันมาถึงจุดที่อิ่มตัวแล้ว ไม่ว่าจะพยายามทำอะไรใหม่ๆ ก็ดูเหมือนจะไปต่อได้ไม่สุด หรือบางทีก็เจอทางตันที่ไปต่อไม่ได้จริงๆ แล้วค่ะ สัญญาณพวกนี้แหละค่ะที่เป็นเหมือนไฟเตือนสีแดงกระพริบๆ บอกว่าเราควรจะเริ่มคิดถึง Exit Strategy ได้แล้วนะ อย่างเช่น ผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้มานานหลายไตรมาสแล้ว หรือธุรกิจของเราไม่สร้างผลกำไรเท่าที่ควร ทำให้สภาพคล่องทางการเงินเริ่มมีปัญหา บางทีอาจจะเจอการแข่งขันในตลาดที่สูงมาก จนธุรกิจเติบโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หรือบางครั้งตลาดก็หยุดชะงัก มีปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้เข้ามาส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ธุรกิจไปต่อยากค่ะ สัญญาณเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลวนะคะ แต่มันคือการบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมองหา “ทางออก” เพื่อปกป้องสิ่งที่เราสร้างมา และอาจจะหาโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเองหรือธุรกิจในรูปแบบอื่นค่ะ อย่าปล่อยให้สายเกินไปจนไม่มีทางเลือกอะไรเลยนะ

สัญญาณจากชีวิตส่วนตัว: เมื่อความต้องการเปลี่ยนไป
นอกจากเรื่องธุรกิจแล้ว ชีวิตส่วนตัวของเราก็เป็นสัญญาณสำคัญที่บอกว่าถึงเวลาต้องคิดถึง Exit Strategy ได้แล้วค่ะ ฉันเองก็เคยเห็นเจ้าของกิจการหลายท่านที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต พอถึงวัยหนึ่งก็เริ่มรู้สึกอยากพักผ่อน อยากใช้ชีวิตกับครอบครัวมากขึ้น หรือบางคนก็อยากออกไปหาความท้าทายใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจเดิมๆ แล้ว นี่แหละค่ะคือสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ เลยนะว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องวางแผนเพื่อเกษียณตัวเองอย่างมีความสุขและสบายใจ หรือบางกรณีอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้นกับตัวเรา เช่น การเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุที่ไม่สามารถทำงานต่อไปได้ การมีแผนทางออกที่ดีจะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องธุรกิจในยามที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวย และมั่นใจได้ว่าสิ่งที่เรารักจะได้รับการดูแลต่อไปอย่างดีค่ะ การคิดถึงเรื่องพวกนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้เรามีเวลาเตรียมตัว วางแผนได้รอบคอบ และเดินออกไปได้อย่างสง่างามค่ะ

ประเมินมูลค่าธุรกิจของคุณให้เป็น: กุญแจสู่การ Exit ที่คุ้มค่า

รู้ราคาตลาด รู้คุณค่าที่แท้จริง

ลองนึกภาพว่าเรากำลังจะขายบ้านที่เราสร้างมากับมือสิคะ เราก็ต้องอยากได้ราคาที่ดีที่สุดและยุติธรรมที่สุดใช่ไหมคะ ธุรกิจก็เช่นกันค่ะ การประเมินมูลค่าธุรกิจคือขั้นตอนที่สำคัญมากๆ ในการวางแผน Exit Strategy เพราะมันจะบอกเราว่าธุรกิจของเรามี “ราคา” เท่าไหร่ในตลาด และมี “คุณค่า” ที่แท้จริงแค่ไหนค่ะ การรู้มูลค่าที่แท้จริงจะทำให้เราสามารถตั้งราคาขายได้อย่างเหมาะสม ไม่ถูกกดราคา และสามารถเจรจาต่อรองกับผู้ซื้อหรือนักลงทุนได้อย่างมั่นใจค่ะ ไม่ใช่แค่ดูจากงบการเงินเท่านั้นนะคะ แต่ยังต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆ อีกเพียบเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดิ้ง ลูกค้าประจำ เทคโนโลยีที่เรามี ทีมงานที่มีคุณภาพ หรือแม้แต่ศักยภาพในการเติบโตในอนาคต จากที่ฉันเคยศึกษามา การประเมินมูลค่ามีหลายวิธีมากๆ เลยค่ะ เช่น การดูจากสินทรัพย์ที่มี (Asset-Based Approach) การเปรียบเทียบกับธุรกิจที่คล้ายกันในตลาด (Market Approach) หรือการประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต (Income Approach) ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมาะกับธุรกิจแต่ละประเภทและแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องต้องทำคนเดียว

เรื่องการประเมินมูลค่าธุรกิจเนี่ย ยอมรับเลยว่าซับซ้อนและต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางจริงๆ ค่ะ ฉันเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินโดยตรง ก็ยังต้องเรียนรู้และปรึกษาคนที่มีประสบการณ์เลยค่ะ ถ้าเพื่อนๆ ไม่ได้มีพื้นฐานด้านการเงินและการบัญชีที่แข็งแกร่ง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการประเมินมูลค่ากิจการ หรือที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ เพราะพวกเขามีเครื่องมือ มีความรู้ และประสบการณ์ที่จะช่วยให้เราได้ตัวเลขที่แม่นยำและน่าเชื่อถือที่สุดค่ะ ที่ปรึกษาที่ดีจะช่วยวิเคราะห์สถานะธุรกิจของเราอย่างละเอียด ช่วยชี้ให้เห็นจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราอาจมองข้ามไป และช่วยคำนวณมูลค่าธุรกิจของเราในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้เรามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดีที่สุดค่ะ อย่าเสียดายค่าใช้จ่ายในส่วนนี้นะคะ เพราะมันคือการลงทุนที่จะช่วยให้เราได้รับผลตอบแทนจากการ Exit ที่คุ้มค่าที่สุดกลับมาค่ะ

วิธีประเมินมูลค่าธุรกิจ (ตัวอย่าง) แนวคิดหลัก เหมาะสำหรับ
วิธีอ้างอิงมูลค่าสินทรัพย์ (Asset-Based Approach) ประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของบริษัท โดยลบด้วยหนี้สินทั้งหมด ธุรกิจที่มีสินทรัพย์ถาวรจำนวนมาก เช่น โรงงาน, อสังหาริมทรัพย์
วิธีเปรียบเทียบตลาด (Market Approach) เปรียบเทียบธุรกิจของเรากับธุรกิจที่คล้ายกันที่เคยมีการซื้อขายหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจที่มีคู่แข่งหรือบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว
วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow – DCF) ประเมินจากกระแสเงินสดอิสระที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต แล้วคิดลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน ธุรกิจที่มีการเติบโตสูงและสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดในอนาคตได้ค่อนข้างแม่นยำ
Advertisement

เตรียมตัวอย่างไรให้พร้อม: สเต็ปบายสเต็ปสู่การ Exit ที่ราบรื่น

성공적인 출구 전략을 위한 필수 요소 - **Prompt:** "An artistic and symbolic representation of various business exit strategies. At the cor...

จัดระบบภายในให้เป๊ะ: เอกสารพร้อม คนพร้อม

การจะ Exit ได้อย่างราบรื่นเหมือนการเดินบนพรมแดง สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้านค่ะ เปรียบเหมือนกับการจัดบ้านครั้งใหญ่ก่อนจะย้ายออกไปบ้านใหม่นั่นแหละค่ะ ต้องจัดข้าวของให้เข้าที่เข้าทาง เอกสารสำคัญต้องครบถ้วนและเป็นระเบียบสุดๆ เลยนะคะ เริ่มตั้งแต่การตรวจสอบสถานะทางการเงินของธุรกิจให้แข็งแกร่ง มีงบการเงินที่ชัดเจน โปร่งใส และถูกต้องครบถ้วน หนี้สินต่างๆ ควรจัดการให้เรียบร้อย หรือมีแผนรองรับที่ชัดเจนค่ะ สัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสัญญากับคู่ค้า ลูกค้า หรือพนักงาน ก็ต้องตรวจสอบให้ดีว่าไม่มีปัญหาอะไรติดขัด ที่สำคัญคือระบบการบริหารจัดการภายในองค์กรค่ะ ต้องมีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน มีมาตรฐาน พึ่งพาตัวเจ้าของน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าธุรกิจของเราดำเนินไปได้อย่างดีแม้ไม่มีเราอยู่ มันก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าและน่าสนใจในสายตาของผู้ซื้อหรือผู้รับช่วงต่อค่ะ ฉันเคยเห็นมาแล้วหลายรายที่ธุรกิจดี๊ดี แต่พอถึงเวลาจะ Exit เอกสารไม่ครบ ระบบไม่ชัดเจน ทำให้ต้องเสียเวลาและโอกาสไปอย่างน่าเสียดายมากๆ เลยค่ะ

สร้างความน่าดึงดูดใจให้ธุรกิจ

นอกจากเรื่องระบบภายในแล้ว การสร้างความน่าดึงดูดใจให้กับธุรกิจก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ ลองคิดดูว่าอะไรที่ทำให้ธุรกิจของเราโดดเด่นกว่าคู่แข่ง? เรามีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งแค่ไหน? มีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือหรือเปล่า? มีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เป็นของเราเองไหม? สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจของเราได้ทั้งนั้นเลยค่ะ การลงทุนในการสร้างแบรนด์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ การขยายฐานลูกค้า การสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสามารถ ล้วนเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อทำให้ธุรกิจของเรา “พร้อมขาย” ในราคาที่ดีที่สุดค่ะ บางครั้งการลงทุนในระบบ CRM เพื่อบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือการทำ SEO เพื่อเพิ่มการมองเห็นออนไลน์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าดึงดูดใจได้เช่นกันนะคะ อย่าลืมว่าผู้ซื้อไม่ได้มองแค่ผลกำไรในปัจจุบันเท่านั้น แต่พวกเขามองถึงศักยภาพในการเติบโตในอนาคตด้วยค่ะ การที่เราสามารถแสดงให้เห็นถึงจุดแข็งและโอกาสในการขยายตัวของธุรกิจได้อย่างชัดเจน จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความประทับใจและได้ข้อเสนอที่ดีที่สุดค่ะ

เคล็ดลับจากประสบการณ์ตรง: ทำอย่างไรไม่ให้พลาดโอกาส

Advertisement

อย่ารอจนสายเกินไป: เริ่มวางแผนตั้งแต่วันนี้

จากที่ฉันได้เห็นมากับตาตัวเอง ทั้งจากเพื่อนร่วมวงการและเคสต่างๆ มากมาย สิ่งหนึ่งที่อยากจะย้ำเตือนกับทุกคนเลยก็คือ “อย่ารอช้าที่จะวางแผน Exit Strategy” ค่ะ หลายคนมักจะคิดว่าค่อยคิดตอนใกล้จะ Exit ก็ได้ แต่จริงๆ แล้วมันเหมือนกับการวางแผนชีวิตนั่นแหละค่ะ ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัว มีทางเลือกมากขึ้น และโอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้นเท่านั้น การวางแผน Exit Strategy ตั้งแต่ตอนที่เราเริ่มทำธุรกิจ หรืออย่างน้อยก็ในช่วงที่ธุรกิจกำลังเติบโตและแข็งแกร่ง เป็นสิ่งที่ฉลาดมากๆ เลยค่ะ เพราะในช่วงนั้นธุรกิจของเรายังมีศักยภาพ มีโอกาสที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกเยอะ ทำให้เราสามารถกำหนดทิศทางและสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเต็มที่ค่ะ ลองคิดดูสิคะ ถ้าเราเริ่มวางแผนตอนที่ธุรกิจกำลังมีปัญหา หรือตอนที่เราหมดแรงแล้วจริงๆ มันจะยากแค่ไหนที่เราจะหาทางออกที่ดีที่สุดได้? เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้แหละค่ะ คือวันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มคิดถึง “ทางออก” ของเรา!

มองหาโอกาสที่ซ่อนอยู่เสมอ

การวางแผน Exit Strategy ไม่ใช่แค่การมองหาทางออก แต่เป็นการมองหา “โอกาสใหม่ๆ” ที่ซ่อนอยู่ด้วยค่ะ ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนี้ บางครั้งโอกาสที่ดีที่สุดอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบที่เราคาดคิดก็ได้นะคะ ฉันเองก็เคยเจอเคสที่เจ้าของธุรกิจไม่ได้ตั้งใจจะขายกิจการเลย แต่มีคนเข้ามาเสนอซื้อในราคาที่น่าสนใจมากๆ และมันเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมในชีวิตของเขาค่ะ เพราะฉะนั้น เราต้องเปิดใจให้กว้าง และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนอยู่เสมอค่ะ การสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับคนในวงการ การเข้าร่วมงานสัมมนา หรือการติดตามข่าวสารและเทรนด์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา จะช่วยให้เรามองเห็นโอกาสเหล่านั้นได้ก่อนใครค่ะ และที่สำคัญคือต้องกล้าที่จะตัดสินใจเมื่อโอกาสมาถึงค่ะ บางครั้งการตัดสินใจที่รวดเร็วและเด็ดขาด ก็เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราคว้าโอกาสนั้นไว้ได้ค่ะ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงนะคะ เพราะบางครั้งการเปลี่ยนแปลงนี่แหละค่ะที่นำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่าเสมอ!

เกษียณสุขสบายต้องมีแผน: Exit Strategy สำหรับชีวิตหลังวัยทำงาน

วางแผนการเงินให้มั่นคง: ไม่พึ่งพิงแค่ธุรกิจ

สำหรับหลายๆ คน โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ Exit Strategy ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการออกจากธุรกิจเท่านั้นนะคะ แต่มันคือส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตหลังเกษียณด้วยค่ะ ลองนึกดูสิคะว่าพอเราวางมือจากธุรกิจแล้ว รายได้ประจำที่เราเคยมีก็จะหายไป ถ้าเราไม่มีแผนการเงินที่มั่นคงรองรับไว้ ชีวิตหลังเกษียณก็อาจจะไม่สุขสบายอย่างที่เราวาดฝันไว้ก็ได้ค่ะ ฉันเองก็กังวลเรื่องนี้มากๆ เลยต้องเริ่มวางแผนการเงินส่วนตัวควบคู่ไปกับการวางแผนธุรกิจค่ะ เราต้องคำนวณค่าใช้จ่ายที่เราจะต้องใช้หลังเกษียณอย่างละเอียด ทั้งค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล (ซึ่งอาจจะสูงขึ้นตามอายุ) และค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมที่เราอยากทำ จากนั้นก็ต้องมาดูว่าเรามีเงินเก็บ เงินลงทุน หรือแหล่งรายได้อื่นๆ ที่เพียงพอที่จะรองรับค่าใช้จ่ายเหล่านั้นไปได้ตลอดชีวิตหลังเกษียณหรือไม่ค่ะ การลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น หุ้นปันผล หรืออสังหาริมทรัพย์ให้เช่า ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยนะคะ เพื่อให้เรามีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องแม้จะไม่ได้ทำงานแล้วก็ตาม

หาความสุขและกิจกรรมยามเกษียณ

นอกจากการวางแผนเรื่องเงินแล้ว การวางแผนเรื่อง “ชีวิต” หลังเกษียณก็สำคัญไม่แพ้กันเลยค่ะ เพราะพอเราไม่ได้ทำงานแล้ว เราจะมีเวลาว่างมากขึ้นเยอะมากๆ ถ้าไม่มีกิจกรรมอะไรทำเลยก็อาจจะรู้สึกเหงาๆ หรือเบื่อได้นะคะ ฉันเคยได้ยินเรื่องเล่าของเจ้าของกิจการหลายคนที่พอเกษียณแล้วกลับไม่ค่อยมีความสุข เพราะไม่รู้จะเอาเวลาไปทำอะไรต่อค่ะ เพราะฉะนั้น ลองเริ่มมองหากิจกรรมหรืองานอดิเรกที่เราสนใจมาตั้งแต่ตอนนี้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การทำสวน การเป็นอาสาสมัคร หรือแม้แต่การใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น บางคนอาจจะหางานอดิเรกที่สามารถสร้างรายได้เล็กๆ น้อยๆ ได้ด้วย ก็ยิ่งดีเลยนะคะ เพราะนอกจากจะได้ทำในสิ่งที่รักแล้ว ยังช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินได้อีกทางหนึ่งด้วยค่ะ การมีแผน Exit Strategy ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องธุรกิจ การเงิน และชีวิตส่วนตัว จะช่วยให้เราสามารถก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตหลังวัยทำงานได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ตามที่เราต้องการจริงๆ ค่ะ

ส่งท้ายจากใจ

เพื่อนๆ คะ หลังจากที่เราได้คุยกันมาตลอดเรื่อง Exit Strategy ในวันนี้ ฉันหวังว่าเพื่อนๆ คงจะมองเห็นภาพและเข้าใจถึงความสำคัญของมันมากขึ้นแล้วนะคะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการคิดถึงตอนจบ แต่คือการวางแผนชีวิตและอนาคตของธุรกิจที่เราสร้างมาด้วยความรัก ให้มีทางออกที่สวยงามและคุ้มค่าที่สุดค่ะ ไม่ว่าจะในวันที่เราเติบโตถึงขีดสุด หรือวันที่เราอยากจะพักผ่อน การมีแผนที่ดีจะช่วยให้เราควบคุมทุกอย่างได้ และเดินออกไปได้อย่างสง่างามเสมอค่ะ

ฉันเองก็เชื่อหมดใจเลยว่า การเตรียมพร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เราไม่พลาดโอกาสดีๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางธุรกิจ หรือโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตในแบบที่เราฝันไว้ค่ะ มาเริ่มวางแผน Exit Strategy ของเราตั้งแต่วันนี้กันนะคะ เพื่ออนาคตที่มั่นคงและอิสระที่เราต้องการค่ะ

Advertisement

รู้ไว้ใช่ว่า มีประโยชน์กับชีวิตและธุรกิจ

ในฐานะที่ฉันคลุกคลีอยู่ในวงการธุรกิจมานาน และได้เห็นเรื่องราวของผู้ประกอบการมากมาย ฉันขอสรุปสิ่งสำคัญที่เพื่อนๆ ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับ Exit Strategy ไว้ดังนี้ค่ะ

  1. เริ่มต้นแต่เนิ่นๆ: อย่ารอจนกว่าธุรกิจจะถึงทางตัน หรือจนกว่าคุณจะหมดไฟแล้วค่อยคิดเรื่องนี้ค่ะ ยิ่งคุณวางแผนเร็วเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีเวลาเตรียมตัวและมีทางเลือกมากขึ้นเท่านั้น เหมือนการเตรียมตัวสอบ ยิ่งติวแต่หัววัน โอกาสสอบติดก็ยิ่งสูงนะ!

  2. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: เรื่องการประเมินมูลค่ากิจการ หรือข้อกฎหมายต่างๆ เป็นเรื่องซับซ้อนค่ะ การมีที่ปรึกษาทางการเงินหรือนักกฎหมายมืออาชีพ จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ อย่าเสียดายเงินในส่วนนี้ เพราะมันคือการลงทุนที่คุ้มค่ามากๆ เลย

  3. ทำความเข้าใจทางเลือกหลากหลาย: Exit Strategy ไม่ได้มีแค่การขายกิจการอย่างเดียวค่ะ ลองศึกษาทางเลือกอื่นๆ เช่น IPO, M&A, การส่งต่อให้พนักงาน หรือการสืบทอดกิจการให้กับครอบครัว เพื่อให้คุณเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับเป้าหมายและสถานการณ์ของคุณมากที่สุด

  4. จัดระบบภายในให้พร้อม: ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน บัญชี เอกสารสัญญาต่างๆ หรือระบบการทำงานภายในองค์กร ควรจัดให้เป็นระเบียบ โปร่งใส และมีมาตรฐานค่ะ ธุรกิจที่ดูเป็นมืออาชีพ จะยิ่งเพิ่มมูลค่าและดึงดูดผู้ซื้อหรือนักลงทุนได้ง่ายขึ้นเยอะเลย

  5. เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตส่วนตัว: อย่ามองแค่เรื่องธุรกิจอย่างเดียวค่ะ ลองคิดดูว่าหลัง Exit แล้ว คุณอยากใช้ชีวิตแบบไหน? อยากเกษียณสบายๆ หรืออยากเริ่มต้นธุรกิจใหม่? การวางแผน Exit Strategy ที่ดี ควรจะสอดคล้องกับแผนชีวิตส่วนตัวของคุณด้วย เพื่อให้คุณมีความสุขอย่างแท้จริงในระยะยาวค่ะ

สรุปเรื่องสำคัญที่ต้องจำ

ท้ายที่สุดนี้ สิ่งที่ฉันอยากจะฝากไว้คือ Exit Strategy ไม่ใช่สัญญาณของการยอมแพ้ แต่คือกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยปกป้องสิ่งที่คุณสร้างมาด้วยสองมือ และยังเป็นหนทางในการสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับชีวิตอีกด้วยค่ะ การมีแผนที่ชัดเจนจะทำให้คุณสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าธุรกิจจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือต้องเผชิญกับความท้าทาย คุณจะสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างอิสระและสง่างามเสมอค่ะ อย่าลืมนะคะ “ทางออก” ที่ดี คือ “ทางเลือก” ที่ดีที่สุดของเราทุกคนค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: “กลยุทธ์ทางออก” คืออะไรกันแน่คะ แล้วทำไมคนไทยอย่างเราๆ ถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ?

ตอบ: สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ที่รัก! หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Exit Strategy” หรือ “กลยุทธ์ทางออก” กันมาบ้างแล้ว แต่พอถามว่ามันคืออะไรกันแน่ บางคนก็อาจจะยังงงๆ อยู่ใช่ไหมคะ จากประสบการณ์ของฉันนะ กลยุทธ์ทางออกก็คือ แผนการที่เราวางไว้ล่วงหน้าเพื่อที่จะ “ถอนตัว” หรือ “จบ” จากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้น การทำธุรกิจส่วนตัว หรือแม้แต่การวางแผนชีวิตหลังเกษียณค่ะ พูดง่ายๆ คือเราไม่ได้แค่คิดถึงตอนเริ่มต้นเท่านั้น แต่เราคิดไปถึงตอนจบด้วยว่าเราอยากจะจบแบบไหน ให้ได้ประโยชน์สูงสุดและเสียหายน้อยที่สุดค่ะแล้วทำไมคนไทยอย่างเราๆ ถึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษน่ะเหรอคะ?
ฉันเองเห็นมาเยอะเลยค่ะ ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น แต่พอถึงจุดหนึ่งที่ต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อ หรือจะพอแค่นี้ กลับไม่มีแผนรองรับ ทำให้เสียโอกาสดีๆ ไป หรือบางทีก็ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งเกินจำเป็น ลองนึกภาพดูสิคะ ถ้าเรามีธุรกิจแล้วอยากขายต่อ แต่ไม่มีแผนว่าจะขายให้ใคร ขายเมื่อไหร่ ขายในราคาเท่าไหร่ โอกาสที่เราจะได้ราคาดีๆ หรือได้ลูกค้าที่เหมาะสมก็ยากใช่ไหมคะสำหรับคนไทยอย่างเราๆ ที่อาจจะมีความผูกพันกับธุรกิจครอบครัว หรือการลงทุนที่ใช้เงินเก็บทั้งชีวิต การมีกลยุทธ์ทางออกที่ดีก็เหมือนมี “แผนสำรอง” ที่ช่วยให้เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ต้องปล่อยให้โชคชะตาพาไปค่ะ มันช่วยให้เรามั่นใจว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็ยังมีทางเลือกและสามารถปกป้องสิ่งที่สร้างมาได้ค่ะ ฉันรู้สึกว่ามันเป็นการแสดงถึงความรอบคอบและความเป็นมืออาชีพของเราด้วยนะคะ ใครๆ ก็อยากร่วมงานหรือลงทุนกับคนที่คิดวางแผนมาอย่างดีใช่ไหมล่ะคะ

ถาม: แล้วเราควรจะเริ่มวางแผนกลยุทธ์ทางออกตั้งแต่เมื่อไหร่คะ มีสัญญาณอะไรบ้างที่บอกว่าถึงเวลาแล้ว?

ตอบ: เป็นคำถามที่ดีมากๆ เลยค่ะเพื่อนๆ! หลายคนมักจะคิดว่าเรื่องกลยุทธ์ทางออกเอาไว้คิดตอนใกล้จะจบก็ได้มั้ง แต่จากประสบการณ์ตรงของฉัน ฉันอยากบอกเลยว่า เราควรเริ่มคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ “วันแรก” ที่เราเริ่มต้นเลยค่ะ!
ฟังดูอาจจะเวอร์ไปหน่อยใช่ไหมคะ แต่มันคือเรื่องจริงนะ! การที่เรามองเห็นภาพปลายทางตั้งแต่แรกจะช่วยให้เราตัดสินใจระหว่างทางได้ดีขึ้นเยอะเลยค่ะ เหมือนกับการที่เราจะสร้างบ้าน เราก็ต้องคิดก่อนว่าจะสร้างบ้านแบบไหน เพื่ออะไร แล้ววันหนึ่งจะขายหรือส่งต่อให้ลูกหลานไหม ถ้าเรามีภาพในใจชัดเจนตั้งแต่แรก การวางแผนทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น และลดความผิดพลาดได้เยอะเลยค่ะแต่ถ้าถามถึงสัญญาณที่บอกว่า “ถึงเวลาแล้ว” ที่จะต้องจริงจังกับการทบทวนหรือปรับปรุงกลยุทธ์ทางออกให้ทันสมัย ก็มีหลายอย่างเลยนะคะที่ฉันสังเกตเห็นบ่อยๆ
1.
เมื่อตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว: ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามาพลิกโฉมวงการ หรือเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ถ้าเรายังยึดติดกับแผนเดิมๆ โดยไม่ปรับตัว อาจจะทำให้เราพลาดโอกาสทองในการถอนตัวในเวลาที่เหมาะสมได้ค่ะ
2.
เมื่อธุรกิจหรือการลงทุนของเรา “เติบโตถึงขีดสุด” หรือ “เริ่มชะลอตัว”: บางทีการขายกิจการในตอนที่เรากำลังรุ่งๆ อาจจะได้ราคาดีกว่ารอให้ทุกอย่างซบเซาลงก็ได้นะคะ หรือถ้าธุรกิจเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว การมีแผนทางออกที่ดีก็จะช่วยลดการขาดทุนได้ค่ะ
3.
เมื่อเป้าหมายส่วนตัวของเราเปลี่ยนไป: บางคนอาจจะอยากเกษียณเร็วขึ้น อยากใช้ชีวิตแบบ Slow Life หรือมีโอกาสใหม่ๆ เข้ามาที่ไม่คาดฝัน การมีแผนทางออกที่ยืดหยุ่นจะช่วยให้เราคว้าโอกาสเหล่านั้นได้โดยไม่ต้องกังวลค่ะ
4.
เมื่อมี “ผู้ซื้อ” ที่น่าสนใจเข้ามาทาบทาม: นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดเลยค่ะ! ถ้ามีคนยื่นข้อเสนอดีๆ เข้ามาแล้วเรามีแผนทางออกที่ดีรองรับอยู่แล้ว เราก็จะสามารถเจรจาและตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดค่ะจำไว้นะคะเพื่อนๆ การมีกลยุทธ์ทางออกที่ดี ไม่ใช่แค่ตอนที่เราอยากจะเลิกทำอะไรบางอย่างเท่านั้น แต่มันคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เรา “จบได้อย่างสวยงาม” และได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุดในทุกๆ สถานการณ์ค่ะ

ถาม: มีกลยุทธ์ทางออกประเภทไหนบ้างที่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้จริงกับธุรกิจหรือการลงทุนของเราในเมืองไทยบ้างคะ?

ตอบ: เยี่ยมเลยค่ะ! มาถึงคำถามที่เจาะลึกและเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับการนำไปปรับใช้จริงเลยนะคะ จากประสบการณ์ที่ฉันเคยเห็นมาและได้พูดคุยกับผู้ประกอบการและนักลงทุนหลายๆ ท่านในเมืองไทย มีกลยุทธ์ทางออกหลายรูปแบบที่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ ขนาดของการลงทุน และเป้าหมายส่วนตัวของเราด้วยค่ะนี่คือบางกลยุทธ์ทางออกยอดนิยมที่ฉันอยากแนะนำให้เพื่อนๆ ลองพิจารณานะคะ:
1.
การขายกิจการ (Acquisition/Sale): นี่คือกลยุทธ์ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับแรกเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการขายทั้งหมดให้กับผู้ซื้อรายใหม่ หรือขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับนักลงทุน การขายกิจการเหมาะสำหรับธุรกิจที่เติบโตแข็งแกร่งและมีศักยภาพที่ผู้ซื้อเล็งเห็นค่ะ ในเมืองไทย เราจะเห็นการควบรวมกิจการหรือการซื้อขายธุรกิจกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่กำลังมาแรง เช่น Tech Startup หรือธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มค่ะ การเตรียมธุรกิจให้พร้อมขายตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบัญชี ระบบ หรือทีมงาน จะช่วยให้เราได้ราคาที่ดีและกระบวนการราบรื่นค่ะ
2.
การโอนกิจการให้คนในครอบครัวหรือพนักงาน (Family/Management Buyout): สำหรับธุรกิจครอบครัวที่อยากส่งต่อให้ลูกหลาน หรือธุรกิจที่อยากให้พนักงานหลักๆ เข้ามาเป็นเจ้าของต่อ กลยุทธ์นี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีค่ะ เป็นการรักษาวัฒนธรรมองค์กรและสร้างความต่อเนื่องได้ดีเยี่ยมเลยนะคะ ฉันเห็นมาเยอะเลยว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยมักจะเลือกวิธีนี้ เพื่อให้กิจการยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของคนที่ไว้ใจค่ะ
3.
การปิดกิจการอย่างเป็นระบบ (Liquidation/Closure): ฟังดูอาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่บางครั้งการปิดกิจการอย่างมีแบบแผนก็เป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการจำกัดความเสียหายและรักษาเงินทุนที่เหลืออยู่ค่ะ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ธุรกิจไม่สามารถไปต่อได้จริงๆ หรือตลาดเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เอื้ออำนวย การปิดกิจการอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เราสามารถจัดการกับหนี้สิน ทรัพย์สิน และการจ้างงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสบายใจค่ะ
4.
การขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ (Initial Public Offering – IPO): อันนี้อาจจะเหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมากๆ นะคะ การนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วม และเป็นการระดมทุนก้อนใหญ่เพื่อขยายกิจการต่อไปได้อีกด้วยค่ะ แต่ก็ต้องแลกมากับการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เข้มงวดมากๆ เลยค่ะ
5.
การรับเงินปันผล/ค่าเช่า (Dividend/Rental Income): สำหรับนักลงทุนหรือผู้ประกอบการบางท่านที่ต้องการรายได้แบบ Passive Income กลยุทธ์ทางออกอาจไม่ใช่การขายออกไปทั้งหมด แต่เป็นการปรับโครงสร้างให้สามารถรับผลตอบแทนในรูปแบบของเงินปันผลจากหุ้น หรือค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่องค่ะ เหมือนที่เราเห็นนักลงทุนอสังหาฯ ที่ซื้อตึกแถวหรือคอนโดปล่อยเช่า แล้วเกษียณจากการทำงานประจำมาเก็บค่าเช่าสบายๆ นั่นแหละค่ะไม่ว่าเพื่อนๆ จะเลือกกลยุทธ์แบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และวางแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของตัวเองนะคะ อย่าลืมว่าการมีแผนทางออกที่ดีคือการลงทุนเพื่ออนาคตที่มั่นคงของเราค่ะ

📚 อ้างอิง

Advertisement